New Flamehaze ~Vers Libre~-1~7
posted on 21 Feb 2008 01:50 by yuki-tukiเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเรียกขานว่า "ปริศนาสาปสูญครั้งใหญ่"
ผู้อาศัยอยู่ในเมืองนามว่า "มิซากิ" ทั้งหมดหายสาปสูญไป
เหลือเพียงอาคารบ้านเรือนที่ว่างเปล่า ดุจดั่งเมืองร้างที่สาปสูญไปนานแสนนานแล้ว
ที่น่าประหลาดไปกว่านั้น ประชาชนที่เคยอยู่ในเมืองแห่งนี้กลับไม่มีชื่อปรากฏในที่แห่งใดเลยสักแห่ง
ไม่มีแม้แต่ครอบครัวญาติสนิทมิตรสหายแสดงความเสียใจหรือสร้างที่พำนักให้เหล่าผู้ที่หายไป
ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของ "การมีตัวตน" ของพวกเขา จนกระทั่งคนเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงตัวตนของเมืองแห่งนี้ขึ้นมา
เหตุใดถึงมีเมืองนี้อยู่ถ้าไม่มีคนอาศัย? เหตุใดตึกอาคารจึงยังอยู่ในสภาพที่ยังสมบูรณ์ไม่เหมือนเมืองร้าง?
คำถามเหล่านี้ไร้ซึ่งคำตอบ ผู้คนที่สนใจจะค้นหา "ความจริง" ในเรื่องนี้เริ่มน้อยลงจนในที่สุด เมืองมิซากิก็ถูกลบออกไปจากแผนที่
เมืองแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นทับสถานที่แห่งเดิม ชื่อต่างๆถูกเปลี่ยนไป กระทั่งชื่อเมืองก็ถูกเปลี่ยนเป็น "โทมิยะ"
ภายในเวลาสั้นๆเพียงสิบปี เมืองแห่งใหม่นี้ก็เริ่มคึกคักขึ้นมาอย่างถนัดตา ธุรกิจน้อยใหญ่พากันเปิดกิจการ
และด้วยความลึกลับที่กลายเป็นเพียงความเชื่องมงาย ยังชักชวนให้คนสนใจมาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้กันทุกๆปีด้วย
เมืองนี้ก็เลยถูกเรียกขานกันเป็นชื่อเล่นๆว่า "เมืองน่าลึกลับ"
"เมือง...โทมิยะ" เสียงอันแผ่วไกลดังมาจากยอดของตึกสูงสามสิบกว่าชั้นซึ่งไม่น่าจะมีใครที่สติดีมายืนอยู่ได้ "เมือง...มิซากิ"
ผู้ที่เอ่ยนามเดิมของเมืองแห่งนี้ขึ้นมานั้นมองภายนอกดูเหมือนมนุษย์ สวมเสื้อคลุมเก่าหมวกยุ่ยๆปิดบังส่วนบนของใบหน้าเอาไว้
แต่สิ่งที่แบ่งแยกเขาออกจากพวกปกติคือขาที่เรียวยาวเหมือนท่อนเหล็กมากกว่าขาธรรมดา เช่นเดียวกับแขนที่ยืดออกมาอย่างเก้งก้าง
เมื่อขยับข้อแขนทีนึงก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดคล้ายข้อหมุนในเครื่องจักร "พินาศ...พินาศเสีย...ให้เหมือน...เมื่อครั้งก่อน"
"เมืองแห่งนี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางรวดเร็วที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเลยนะคะ
นับว่าเป็นแหล่งทำธุรกิจสำคัญที่ดึงดูดคนจากทั้งในประเทศและนอกประเทศเข้ามา...และทางขวามือของท่านคือ
หอคอยแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นหลังการก่อตั้งเมืองโทมิยะแห่งนี้ หอคอยโทมิยะ ค่ะ..." เสียงของไกด์นำทางจากด้านหน้าของรถบัสคันใหญ่ทำให้เด็กหนุ่ม
คนหนึ่งเงยหน้าละสายตาจากหนังสือการ์ตูนขึ้นมา เขาสบตากับเด็กสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนมองหน้ากันพักใหญ่
"มองอะไรอยู่ได้ แปลกคน" เขาพูดเสียงเบื่อหน่าย "มองหอคอยต่างหาก เธอไม่สนใจบ้างเลยเหรอ โคอิสึกิคุง?"
"เฉยๆ" โคอิสึกิ คาโนะตอบเด็กสาวร่วมชั้น คานาเดระ มานะ อย่างเฉยเมย หอคอยสูงสามสิบชั้นผ่านวืดไปยังกับสายลมพริบตา
โรงเรียนของพวกเราจัดทัศนศึกษามายังเมืองโทมิยะในช่วงปิดภาคฤดูร้อน โดยส่วนตัวแล้วคาโนะสนใจเมืองแห่งนี้อยู่หรอก
หลังจากที่อ่านเรื่องความลึกลับของเมืองแห่งนี้ที่เคยชื่อ "มิซากิ" มาก่อน เขากระตือรือร้นที่จะค้นหา "ความจริง" ที่ซุกซ่อนอยู่ในซากแห่งอดีต
แต่ที่เขาพบเมื่อเข้าสู่เขตของเมืองนี้กลับเป็นบางอย่างที่ผิดแผกออกไป ร่องรอยในอดีตถูกลบเลือนจนแทบไม่เหลือเค้าของเมืองมิซากิเลยสักนิด
"เมืองโทมิยะเรอะ ฉันน่ะอยากเห็นเมืองมิซากิเก่านั่นต่างหาก รีบๆจบไปสักทีดีกว่า ทัศนศึกษาบ้าบออะไรกัน"
"พูดอย่างนั้นมันก็ออกจะ..." มานะพูดค้างเติ่งไว้เพียงแค่นั้นเมื่อเธอมองไปเห็นสะพานแขวนที่ข้ามผ่านแม่น้ำฟุคุริ แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านเมืองโทมิยะแห่งนี้
รถบัสชะลอลงเมื่อการจราจรบีบลงจากทองคอคอด ไกด์นำทางยังนำเสนอ "ความรุ่งเรืองและน่าสนใจอย่างหาที่สุดมิได้" ของเมืองต่อไป
มานะชื่นชมสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆพลางเอ่ยหวังจะได้ลงไปเดินริมตลิ่งบ้าง แต่แน่ล่ะที่อาจารย์และไกด์จะไม่อนุญาต
เธอซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างจึงเขย่าไหล่ของคาโนะอย่างรุนแรง เขาหันมามองค้อนไม่สบอารมณ์ "อะไรอีก...ล่ะ"
เขามองไปนอกหน้าต่าง ต่ำลงไปที่ตลิ่งฝั่งที่พวกเขากำลังจะข้ามไป มีหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดกิโมโนสีชมพูอ่อนเดินอยู่
แม้ในระยะไกลแต่คาโนะก็ตระหนักถึงความงดงามของใบหน้าและท่วงท่าการเดินของหล่อน
ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวพอประมาณเหมาะกับผ้าพันคอสีเขียวอ่อนที่พันรอบคออย่างหลวมๆ
ชายแขนกิโมโนสะบัดตามสายลมอ่อนๆของฤดูร้อน หญ้าเขียวขจีไหวเป็นแนวเส้นผ่านไปราวกับสายคลื่นแห่งมหาสมุทร
"ใส่กิโมโนหนาอย่างนั้น ไม่ร้อนบ้างเหรอไงนะ" เขาพูดขึ้นกับตัวเอง มานะหันมาจ้องเขาที่วิจารณ์ภาพของสาวงามกลายเป็นเหมือนของแปลกและตอบด้วยเสียงที่
ดังจนคนทั้งรถมองมาที่พวกเขา "ผู้หญิงจะสวยน่ะ ไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรอกย่ะ เจ้าผู้ชายหัวทึบ" คาโนะยกหนังสือการ์ตูนในมือปิดหน้าตัวเองแล้วทำเป็นไม่สนใจเธอ
ภายในใจเขานั้นยังตราตรึงใจภาพของหญิงสาวคนนั้นไม่หาย เธอเป็นใครกันหนอ ถึงมาเดินอยู่คนเดียวอย่างนี้ ราวกับหลุดออกมาจาก "อดีต" ไม่มีผิด
รถบัสเคลื่อนข้ามสะพานมาโดยสวัสดิภาพและเข้าจอดที่บริเวณโรงแรมไม่ไกลไปจากแม่น้ำนัก แถวของนักเรียนชั้นม.ปลายเคลื่อนที่เอื่อยๆเข้าไปในโรงแรมพร้อมสัมภาระ
คาโนะกับมานะเดินอยู่ประมาณกลางแถว อยู่ดีๆมานะก็หันไปมองเพื่อนที่อยู่ด้านหลังที่ชื่อ โอคากามิ โยริ "ฝากกระเป๋านี่ไปไว้ที่ห้องของฉันทีนะ"
"จะทำอะไรน่ะ?" คาโนะถามทั้งที่ตนเองรู้คำตอบของเธออยู่แล้ว "ไปหาผู้หญิงคนนั้นไง"
เธอหลบหลีกอาจารย์ออกจากแถวและออกไปยังถนนหน้าโรงแรมได้ในเวลาสั้นๆ
เด็กหนุ่มได้แต่ยืนเกาหัว มือเก็บการ์ตูนเข้ากระเป๋าสะพายขวางแล้วหลบอาจารย์ออกมาอีกคน
เมื่อเขาออกมาจากถนนใหญ่ได้ก็เจอมานะยืนพิงต้นไม้รออยู่ "ว่าแล้วเชียวว่าต้องตามมา"
"อย่าทำตัวให้มีปัญหานักเลย แค่ออกมานี่ก็มีสิทธิ์โดนซิวได้ทุกเมื่อแล้วนะ กลับกันเถอะ" เด็กสาวแลบลิ้นใส่ "ใครจะยอมล่ะ ไปกันเถอะ"
เธอวิ่งนำไปก่อน คาโนะใช้เวลาชั่งจิตชั่งใจสองสามวินาทีก็ต้องจำใจตามหลังเธอไป
โดยที่เขาไม่รู้ตัว การที่เขาติดตามเธอออกมาจะทำให้เขาพัวพันเข้าไปสู่ "วังวนแห่งสงคราม" ที่เขาไม่อาจจะหลบหนีได้อีกตลอดชีวิต
"ไม่มีการตอบสนอง ที่รอบๆรัศมีสองกิโลเมตรนี้ไม่มี "พวกนั้น" เลยสักตัว น่าแปลก" หญิงสาวเอ่ยขึ้น
เสียงของเธอเรียบเฉยกับปฏิกิริยาที่ได้จากห่อผ้าที่มัดไว้อย่างดีในมือ ภายในนั้นบรรจุอะไรไว้ไม่มีใครทราบ
เพียงแต่ห่อนี้เป็น "สมบัติ" ที่เรียกขานกันในหมู่ผู้รู้ว่า "ผ้าผืนแห่งเนธ"
" 'น่าแปลก' งั้นเหรอ เธอหมายถึง "พวกนั้น" น่าจะอยู่ที่แห่งนี้อย่างน้อยสักตัวงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่นา" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
แม้จะไม่ใช่เสียงของเธอแต่เสียงนั้นกลับออกมาจากตัวของหญิงสาวเอง หากใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าเธอเล่นกลอะไรเป็นแน่
"เธอหวังจะต่อสู้ สังหารผู้ที่ขัดขวางทุกคน เพื่อจุดประสงค์นั้นสินะจากที่ 'เขาคนนั้น'..."
"ใช่ ทำไมยังต้องย้อนความถึงมันอีกล่ะ 'พวกเรา' มีเป้าหมายเดียวกัน พันธะสัญญานี้ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนั้นไม่ใช่เหรอ"
อีกเสียงซึ่งเป็นเสียงของหญิงสาวอีกคนไม่อาจเอ่ยวาจาใดๆออกมาได้หลังได้ยินเสียงตัดพ้อของเธอ มีเพียงเสียงอืมเบาๆเท่านั้น
"เธอเปลี่ยนไปจริงๆนะ นับจากวันนั้น" หญิงสาวในชุดกิโมโนเอาห่อผ้าใส่เข้าไปในแขนเสื้อแล้วเดินหมายจะกลับขึ้นไปบนพื้นถนน
ทันใดนั้นเธอก็ตระหนักถึงสองตัวตนที่แอบอยู่หลังเสาไฟฟ้าไม่ไกลนัก "พวกเธอ...เห็นงั้นเหรอ?"
สองคน หนึ่งชาย หนึ่งหญิง อยู่ในวัยรุ่นขี้สงสัย พวกเขาตกใจอย่างกับเห็นผีเข้าใส่ เด็กหนุ่มเดินออกมาแล้วเอ่ยขอโทษกับเธอ
แต่หญิงสาวกลับไม่สนใจคำขอโทษแต่กลับจ้องมองราวกับทะลุผ่านพวกเขาออกไป
นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงเบิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับริมฝีปากที่พึมพำขึ้นมา "มิสเทส...ทั้งสองคนด้วย"
"จริงอย่างที่เธอว่า ช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์เสียจริงนะ" อีกเสียงดังแทรกขึ้นมา สองวัยรุ่นสะดุ้งกลัวเสียงที่ลอยมาจากแห่งใดก็ไม่รู้
"มาแนะนำตัวกันหน่อยดีไหมคะ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเป็นพิธีการก่อนโน้มตัวโค้งหัว อีกฝ่ายพากันสับสนทำอะไรไม่ถูกก็ต้องโค้งหัวตาม
"ตัวฉันมีชื่อว่า 'ผู้ปักทอ' ส่วนเสียงที่พวกเธอสองคนได้ยิน คือ 'ฟลอเทเรีย' เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของฉัน" เธอสัมผัสผ้าพันคอสีเขียวเหลืองเบาๆ
"ฉันชื่อ..." เด็กสาวกำลังจะอ้าปากบอกชื่อแต่เด็กหนุ่มข้างๆกลับฉุดแขนเธอมาอยู่ข้างหลัง "อย่าไปเที่ยวบอกชื่อกับคนแปลกหน้าสิ"
เขาจ้องมองมาที่ "ผู้ปักทอ" ด้วยสายตายำเกรงเล็กน้อยก่อนจะขอโทษอีกครั้ง "ไปกันเถอะ" เขาบอกเด็กสาว เธอผงกหัวตอบแล้วเดินตามหลังเขาไป
หญิงสาวในชุดกิโมโนมองจนพวกเขาห่างไกลออกไป เธอเองก็หันหลังกลับหมายจะเดินทางต่อ แต่ทันใดนั้น
แถบอักขระสีฟ้าสว่างก็พลันปรากฏตามพื้นถนนและท้องฟ้า ถักทอจนเป็นรูปโดมใหญ่ยักษ์ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีฟ้าใสกลายเป็นสีแดงหม่น
ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงในฉับพลันราวกับมีคนกดรีโมทควบคุม ความเงียบบังเกิดทั่วทุกหนแห่ง
มีเพียงหญิงสาวชื่อ "ผู้ปักทอ" เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังขยับตัวได้อยู่ เธอมองไปมาด้วยสัญชาตญาณตื่นตัว ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มบางๆ
นี่คือ "ฟูเซ็ทสึ" นี่คือเขตแดนที่แบ่งแยกโลกไปสู่มิติที่บิดเบือนออกไป ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีคำว่า "เวลา" และ "ชีวิต"
มีเพียง "พลังแห่งตัวตน" เท่านั้น
"ไม่ผิดจริงๆด้วย มี 'โทโมการะแห่งพิภพแดง' อยู่ที่นี่"
--------------------------------------------------------------------------------------
Glossaries 01:
縫い手 - - ผู้ปักทอ
神器 "フローテリア" - - เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ "ฟลอเทเรีย"
宝具『ネイトの織』 - - สมบัติ 'ผืนผ้าแห่งเนธ'
--------------------------------------------------------------------------------------
02
ท้องฟ้าสีแดง สีแดงน่ากลัวยังกับมีคนนำสีแดงขึ้นไปป้ายจนทั่ว
ไร้เสียง ไม่มีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหวแม้กระทั่งสายลม
...น่ากลัว
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ" คาโนะเหลียวซ้ายแลขวา มองขึ้นทั้งเหนือศีรษะและที่พื้น ไม่เห็นอะไรที่เคลื่อนไหวเลยสักอย่าง
คนที่ขับจักรยานอยู่ ณ ถนนอีกฝั่งหนึ่งก็หยุดนิ่งเป็นหิน คนที่เดินสัญจรในเมืองเหมือนกับกลายเป็นหุ่นตั้งโชว์ตามร้านขายเสื้อผ้า
สีหน้าของพวกเขายังคงสภาพเดิมประหนึ่งรูปปั้นจำลองชั้นหนึ่ง เด็กหนุ่มตัวสั่นเทิ้ม ขนแขนลุกชูชันขึ้นมา ถึงขั้นลืมหายใจไปเลยทีเดียว
"ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ล่ะ" เขาได้ยินเสียงของมานะจากด้านหลัง ด้วยความตกใจที่เธอยังขยับเขยื้อนได้เขาผงะไปข้างหน้าจนเกือบหกล้ม
เมื่อเขาหันมาสบตากับเด็กสาว นัยน์ตาของเธอกำลังสั่นไหว ความหวาดกลัวในใจของเธอขณะนี้ไม่แพ้กับที่เขารู้สึกในตอนนี้เลย
"ไม่รู้เหมือนกัน" คาโนะตอบเสียงสั่นๆ "ยังกับเวลาหยุดลงไปเลย"
มานะทรุดล้มลงไปนั่งกองกับพื้น มือที่ยันไว้นั้นสั่นจนคาโนะเห็นได้ชัดเจน
แม้อยากจะทำอะไรให้เธอหายกลัว
แต่มือของเขาเองก็สั่นจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
"คานาเดระ...คานาเดระ" เขาเรียกชื่อเธอสองสามรอบ ไม่มีคำตอบ "มานะ"
เด็กสาวสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมา "อะไร...โคอิสึกิคุง"
เด็กหนุ่มก้าวข้ามกำแพงแห่งความกลัวของตนเองด้วยการยื่นมือที่ยังสั่นมาสัมผัสกับมือของเธอแล้วฉุดเธอขึ้นมาจากพื้น
มานะโอนเอียงเล็กน้อยกว่าจะทรงตัวได้ เธอจ้องมองเขา อารมณ์ตกตะลึงและหมดหวังยังกระหน่ำอยู่ในจิตใจของทั้งสอง
พวกเขาตัดสินใจเดินทีละก้าวๆไปตามถนนคล้ายคนกำลังเมา
ขณะใกล้โรงแรมที่พวกเขาหนีออกมาเข้าไปทุกที
ก็มีเสียงอะไรลอยมาในอากาศและใกล้มากขึ้น
"อ๊ะ" คานะร้องไม่ทันจบ คาโนะก็ถอยหลังชนเธอจนทั้งคู่เสียสมดุลล้มลงไป
และเมื่อเด็กสาวจะตะโกนว่าเด็กหนุ่ม ต้นกำเนิดเสียงก็ปรากฏขึ้นมา
สิ่งที่น่าจะเคยเป็นเสาไฟฟ้าพุ่งลงมาปักกลางพื้นบาทวิถีที่พวกเขาเดินอยู่และเสียบลงไปจนตั้งคาเกือบตั้งฉากกับพื้น
สายไฟระโยงระยางเหวี่ยงตกตามลงมา ด้วยสัญชาตญาณ คาโนะผลักตนเองและมานะเข้าไปชิดกำแพงของโรงแรม สายไฟเหวี่ยงซัดลงมายังกับสายฟ้าฟาด
มานะร้องออกมาและจับแขนเสื้อเขาบิดจนเขาคิดว่าเลือดที่แขนไม่เดินไปเสียแล้ว "ใจเย็นๆ หมดแล้วล่ะ ไม่น่าจะมี..."
ไม่ทันไรก็มีทั้งหม้อแปลงไฟฟ้า แผ่นหลังคาและต่างๆนานา ปลิวตกลงมาทั่วทุกบริเวณ
เด็กหนุ่มที่ตอนแรกดูเหมือนจะปรับตัวได้แล้วกลับขดตัวเอาหัวชิดผนังเต็มที่
เสียงของกระแทกกันดังถี่ยิบเหมือนฝน แต่ทว่าสิ่งที่ตกไม่ใช่น้ำเท่านั้น
หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวทำได้แค่หลบอยู่ที่แห่งนั้นจนในที่สุดฝนประหลาดนี่ก็สงบลง คาโนะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
สายตาเขากวาดไปได้ไม่กี่องศาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดมนุษย์อย่างที่สุด
อย่างกับว่าโลกนี้กลายเป็นนิยายหรือความฝันเรื่องหนึ่งไปแล้ว
มีคนยืนต่อเท้าด้วยเสาเหล็กสูงขึ้นไปเกือบๆตึกสิบชั้นได้ ทำให้ตัวของเขาเมื่อมองจากตำแหน่งของคาโนะเหมือนกับเป็นจุดเล็กๆ
มานะเงยหน้าตามและพบกับภาพเดียวกัน เธออ้าปากพะงาบๆ
"นั่นมัน...คนงั้นเหรอ" คาโนะส่ายหัวไม่รู้
แต่เขาถือโอกาสที่ตอนนี้ไม่มีอะไรตกลงมาลุกขึ้นยืน
"ได้โอกาสแล้ว ตอนนี้เข้าไปในโรงแรมก่อนเถอะ" ทั้งสองวิ่งคล้ายกับอยู่ในสงคราม เป้าหมายคือประตูทางเข้าโรงแรม
ในขณะที่คาโนะเหยียบบันไดขั้นแรกของทางเข้าแล้ว มานะก็กรีดร้องเสียงดังจนเขาเหลียวหลัง "อะไร..."
แท่งเหล็กกลมสีดำสนิท ไม่สะท้อนแสง ปรากฏขวางเด็กสาวกับเขาอยู่ เมื่อทั้งสองสังเกตดีๆก็พบว่าที่ปลายนั้นเป็นรูปร่างคล้ายเท้าของคน
ไม่ช้าข้างที่สองก็ตามมาพร้อมเสียงหวืดหวือผ่านอากาศมา
พื้นสั่นจนมานะที่กองอยู่กับพื้นกระเด้งขึ้นมาอย่างตกใจสุดขีด
คาโนะเงยหน้ามองขึ้นไปตามเสานั้น...
"โฮ่...มีมิสเทส...ถึงสองคนเชียวรึ"
เสียงคล้ายเสียงผู้ชายวัยฉกรรจ์ดังขึ้นมาจากที่ที่สูงขึ้นไป
เมื่อเด็กหนุ่มมองขึ้นไปสุดก็พบกับร่างในเสื้อคลุมเก่าๆมอมแมม
หมวกหลวมและยุ่ยๆปิดบังส่วนใบหน้าจนมองไม่ชัด คาโนะพยายามเพ่งสายตาเต็มที่แต่ก็ไม่สามารถระบุหน้าตาหรือวัยของคนๆนี้ได้
ทันใดนั้นเสาเหล็กที่สูงชะลูดก็หดสั้นลงยังกับใช้เวทมนตร์ ไม่ช้าเสานั้นก็หายไปในกางเกงขายาวของบุรุษในเสื้อคลุมตัวโตผู้นี้
มานะตั้งสติได้ในช่วงเวลานี้จึงวิ่งมายืนข้างๆเด็กหนุ่ม
ทั้งสองพูดอะไรไม่ออก
ต่างรู้สึกเหมือนๆกันว่าตนเองได้หลงเข้ามาอยู่ในโลกแปลกประหลาด
และวิปริตสุดจะหาคำอธิบายใดๆมาใช้ได้ บุรุษในเสื้อคลุมก้าวเท้าเดินเข้ามา
ทุกครั้งที่ก้าวก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดคล้ายข้อต่อฝืดตามบานประตูเก่า
เสียงนี้ทำให้คาโนะถึงกับหยุดหายใจ มานะเปลี่ยนจากจับแขนเสื้อเป็นจับเสื้อแจ็กเก็ตที่เขาสวมจนมาแทบจะกดเขาลงไปนั่งได้ทีเดียว
"ดูเหมือนว่า...พวกเจ้าทั้งสองคน...จะไม่รู้เรื่อง 'ความจริง' สินะ" เขาพูดต่อไปพลางงอข้อศอกซึ่งก็ให้กำเนิดเสียงทำนองเดียวกับที่ขา
เป็นเสียงที่เสียดแทงหูของพวกเขาอย่างยิ่ง บุรุษที่มีแขนขาเป็นท่อนเหล็กเริ่มขยับตัวเป็นการแสดงท่าทางแนะนำตัว
"อันตัวเรานั้นเป็น 'โทโมการะ'...มีนามในภพนี้ว่า 'ราอุม'...ส่วนนามจริงในโลกพิภพแดง...คือ 'เสาผ่าเขตแดน'"
"'เสาผ่า...เขตแดน' เหรอ"
คาโนะพึมพำชื่อแปลกๆที่ออกมาจากปากของบุรุษผู้นี้ หลังจากนั้น
'เสาผ่าเขตแดน' หรือ ราอุมผู้นี้ก็ขยับแขนอีกครั้ง
คราวนี้เป็นการชี้ตรงไปที่เด็กหนุ่ม "ขอดูหน่อยเถอะนะ...'สมบัติ'...ที่อยู่ภายในตัวของเจ้าน่ะ"
ฉึก เสียงสั้นกระชับ แต่เต็มไปด้วยหลายๆความหมาย ทั้งความตกใจ ความหวาดกลัว ความเจ็บปวด คาโนะก้มหน้าลงไปมองที่หน้าอกของตน
ท่อนเหล็กที่ดูเหมือนแขนของ 'เสาผ่าเขตแดน' ราอุมปักเข้าทะลุกลางหน้าอกของเขาทะลุไปถึงข้างหลัง
"โคอิสึกิคุง!!!" มานะร้องเสียงดังลั่น คาโนะได้ยินเสียงเธอชัดแจ๋งทั้งที่ถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างเขาคงตายไปเสียแล้ว แต่น่าแปลก
ไม่มีเลือดไหลออกจากบาดแผล
"จงเปิดเผยออกมา...'สมบัติ'แห่งพิภพแดงทั้งหลายเอ๋ย" ราอุมพูดน้ำเสียงสนุกเพลิดเพลินโดยไม่สนใจสีหน้้าซีดเซียวของคาโนะ
ทันใดนั้น ในพริบตาแขนของเขาก็ถูกอะไรบางอย่างกระแทกจนบิดงอ มือหลุดออกจากร่างของคาโนะ เด็กหนุ่มทรุดลงไปคุกเข่าที่พื้น
ความรู้สึกคล้ายถูกดูดพลังออกไป แต่เขายังไม่ตาย ไม่แม้แต่เสียเลือดสักหยด เขายังมีชีวิตอยู่
แต่เกิดอะไรขึ้นล่ะ?
"ตามหาตัวเจอจนได้นะ 'โทโมการะ'" เสียงที่เขาและมานะเคยได้ยินมาก่อน
"โดนเจอ...จนได้สินะ...'เฟลมเฮซ'" ราอุมเอ่ยเสียงไม่พอใจ ขาของเขายืดออกทำให้ร่างของเขาพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ
ปลายเท้าหดตามกลับไปและยืดออกอีกครั้งเพื่อลดแรงกระแทกในการลงเหยียบพื้นอีกครั้ง คราวนี้ห่างจากพวกคาโนะไปประมาณสิบห้าเมตร
ในพริบตาก็บังเกิดสายลมพัดทุกทุกหนแห่ง สิ่งของทุกอย่างสั่นไหวไม่ก็ล่องลอยกระเด็นไปคนละทิศละทาง
คาโนะที่ขาไร้เรี่ยวแรงถูกมานะดึงเข้าไปใต้หลังคาตรงทางเข้า เธอแตะที่หน้าอกของเขาเหมือนกับกำลังตรวจหาบาดแผล แต่ไม่พบอะไร
เหมือนกับเมื่อกี้เป็นแค่มายากล แต่นั่นก็ถือว่าโชคดีอย่างที่สุด
เธอถอนหายใจเฮือกโตก่อนจะอดหันไปมองพายุที่กำลังโหมกรำหน่ำลงมาไม่ได้
นี่มันจะเกิดอะไรกันขึ้นอีก
แล้วพวกเขาจะต้องเจอกับอะไรต่อจากนี้กัน
พายุที่กำลังโบกพัดรุนแรงนั้น มีต้นกำเนิดมาจากร่างหญิงสาว กล่าวให้ถูกต้องคือจากชายแขนเสื้อกิโมโนทั้งสอง
หากคิดว่าน่าประหลาดแล้ว ตอนนี้เธอยังลอยอยู่ในอากาศ สูงจากพื้นมากกว่าห้าสิบเมตรเสียด้วยซ้ำ
ชื่อของเธอคือ 'ผู้ปักทอ'
พายุของเธอตอนนี้ช่วยหยุดยั้งโทโมการะตนนั้นจากการเปิด 'สมบัติ'
ได้อย่างฉิวเฉียด มิฉะนั้น 'ตัวตน' ของเด็กหนุ่มคนนั้นคงแตกสลายเป็นแน่
"ทันเวลาพอดี สินะ"
เสียงจากผ้าพันคอที่กำลังสะบัดตามลมอ่อนๆอยู่รอบลำคอสีเนื้ออ่อนของหญิงสาว
"ไม่คิดเลยว่า 'โทโมการะ' นั่นจะหมายตามิสเทสสองคนนั้นด้วย"
หญิงสาวผงกหัวตอบ สายตาจับจ้องลงไปยังพื้นที่เป็นลานกว้างขนาดหกเมตรคูณยี่สิบเมตรเห็นจะได้
สายตาเฉียบคมของเธอยังมองต่อไปที่ 'ศัตรู' หรือสิ่งที่เรียกว่า 'โทโมการะ'
นี้ด้วย มันดูจะยืนหยัดต่อสู้ในคราวนี้ นับว่าเหมาะเจาะยิ่ง
สำหรับการสังหารและทำลาย
"พร้อมแล้วนะ" เธอเอ่ยกับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ 'ฟลอเทเรีย' หรือก็คือผ้าพันคอสีเขียวอ่อนนั่นเอง "ฉันจะปิด 'มิสทรัล' ล่ะ"
"เข้าใจแล้ว" เสียงที่คล้ายหญิงสาวตอบสนองสั้นๆ "เครื่องปักอาภรณ์ 'เท็นโคชู' เข้าสู่สภาวะการต่อสู้"
กิโมโนของหญิงสาวเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง ผืนผ้า ไม่สิ เส้นใยของตัวผ้าเริ่มสลับตำแหน่งไปมาอย่างซับซ้อนไร้คำอธิบายอย่างถูกต้อง
จากสีอ่อนๆเริ่มสลับเป็นสีน้ำตาลเข้มและสีน้ำตาลอ่อนไปมา
จนในที่สุดจากชุดกิโมโนเดิมนั้นก็กลายเป็นชุดรัดรูปซึ่งมีชายผ้ายาวจากบริเวณข้อศอกทั้งสองข้าง
ผ้าพันคอสีเขียวอ่อนยืดยาวออกขึ้นเกือบสองเท่าของความยาวเดิมและเรืองแสงรางๆ ผมสีน้ำตาลอ่อนของหญิงสาวปล่อยไสวยาวไปจนถึงกลางหลัง
"ไปกัน" เธอขยับตัวในอากาศราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเล
เอียงตัวลงไปสู่พื้นและพุ่งตัวลงไปด้วยแรงลมที่เป็นดั่งผู้รับใช้คอยประคองร่าง
สายลมนั้นคือเวทนิรมิต ชื่อว่า 'มิสทรัล'
และ 'ผู้ปักทอ' ตอนนี้เข้าสู่การต่อสู้กับ 'โทโมการะ' อย่างเต็มที่แล้ว
"รังสีฆ่าฟันเช่นนี้...จริงๆด้วย...ไม่ผิดแน่นอน" 'เสาผ่าเขตแดน' ราอุม เอ่ยด้วยความปิติยินดี เขายืดตัวตรงและกางแขนออกกว้าง
ขณะที่ร่างเพรียวงามของหญิงสาว 'เฟลมเฮซ' กำลังร่อนลงมายังพื้นอย่างนิ่มนวล
คาโนะและมานะที่นั่งหมดสภาพอยู่ตรงประตูทางเข้าของโรงแรมหยุดลืมหายใจอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวคนเมื่อครู่อีกครั้ง
เธอสวมชุดซึ่งบอกไม่ได้ว่าทำจากวัสดุใด แต่มันมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับเข้ม และผ้าพันขอเขียวอ่อนที่มีแสงเรืองๆ
ผมที่ปล่อยยาวสลวยทำให้ผู้ชายอย่างคาโนะ แม้แต่ผู้หญิงอย่างมานะยังอดคิดถ้อยคำเยินยอความงามของภาพๆนี้ในใจไม่ได้
ราอุมขยับแขนประกอบกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดเช่นเดิมมายังหญิงสาวที่เรียกตนเองว่า 'ผู้ปักทอ' "เจ้านั้นคือ...เฟลมเฮซ...สินะ"
"ถูกต้อง 'โทโมการะแห่งพิภพแดง' และด้วยหน้าที่ที่ 'พวกเรา' ได้ทำพันธะสัญญาไว้ ฉันจึงมาเพื่อทำลายเจ้า" หญิงสาวพูดเสียงเรียบเฉย
"ทำลาย...ข้าอย่างนั้นรึ...คำพูดโอ้อวดนั้น...ช่างหยิ่งจองหอง...เสียจริงหนอ"
ราอุมลดแขนลงแล้วพุ่งแขนอีกข้างด้วยอีกความเร็วผิดกับเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
แขนหรืออีกนัยหนึ่งคือท่อนเหล็กยืดยาวได้อย่างอิสระนั้นตรงมาจนแทบจะกระทบหญิงสาวก่อนจะบิดงอกระทันหันตรงไปชนพื้นดินจนกลายเป็นหลุมบ่อลึก
นัยน์ตาสีน้ำตาลของหญิงสาวไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด
คาโนะกับมานะที่กลายเป็นผู้ชมการต่อสู้ประหลาดนี้สังเกตได้ว่าช่วงที่แขนข้างนั้นจะถึงเธอ
มีอะไรบางอย่างเหมือนเปลวเพลิงสีเหลืองๆส้มๆปัดมันออกไป
ราอุมดึงแขนกลับมา บิดข้อมือไปมาทำให้เสียงเอ๊ยดอ๊าดเช่นเดิม "ท่าทาง...การโจมตีระยะไกล...คงจะไม่มีประโยชน์...สินะ"
หญิงสาวก้าวเดินตรงมาหาโดยไม่พูดไม่จา ดวงตาแน่วแน่เพ่งตรงมา สัมผัสการฆ่าฟันรุนแรงจนคนธรรมดาอย่างพวกคาโนะจะกลืนน้ำลายยังทำไม่ได้
"หยุดทำอะไรไร้ประโยชน์ได้แล้ว 'โทโมการะ' พลังของเจ้าเทียบกับ 'ราชา'
อย่างข้าไม่ได้หรอก" เสียงจากผ้าพันคอเขียวอ่อน 'ฟลอเทเรีย' กล่าวข่มขวัญ
"เห็นว่าเราเป็นแค่...'โทโมการะ'
แล้ว...จะมีชัยได้อย่างง่ายดายนะ...เจ้า'เครื่องมือแห่งการทำลายล้าง'"
ราอุมกอดอกและยืนนิ่งไม่ทำอะไรทำให้ 'ผู้ปักทอ' ประหลาดใจ
แต่เธอก็ยังเดินเข้ามา จนอีกแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถทำลายโทโมการะตนนี้ได้แล้ว
เสียงเอ๊ยดอ๊าดดังเข้ามาในหู มันมาจากที่...ใต้ดิน
แท่งหินจำนวนหกก้อนพุ่งขึ้นมาล้อมเธอ แต่ละแท่งมีใบหน้าคล้ายมนุษย์สลักอยู่ เมื่อทุกอย่างเข้าที่แต่ละใบหน้าก็แสยะยิ้ม อ้าปากออก
"เสร็จกัน!!" เสียงจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น
หญิงสาวตั้งท่าหมายจะกระโดดขึ้นสูง
แต่ทันใดนั้นเพลิงก็ทะลักออกจากปากของแต่ละใบหน้าบนเสา
คลอกร่างของหญิงสาวจนกลายเป็นลูกไฟ เธอร้องออกมา ล้มลงไปคุกเข่ากับพื้น ใช้แขนบอบบางยันพื้นเอาไว้
ราอุมกางแขนออกแล้วเดินวนรอบเสาหกต้นนั้นด้วยความอิ่มเอมใจ
"เป็นอย่างไรบ้าง...'เฟลมเฮซ'...กับ 'สมบัติ' ของเรา...'ฟีลีโทซ่า' นี้"
โทโมการะแนะนำสมบัติของตนเองพลางยืนหัวเข้าไปใกล้ๆช่องว่างระหว่างแต่ละเสา
"'ฟีลีโทซ่า'...อ๋อ เจ้าคือ 'เสาผ่าเขตแดน'
ที่มีข่าวว่ากำลังร่อนเร่กลืนกิน 'พลังตัวตน' ไปทั่วแถวนี้นี่เอง"
ผ้าพันคอพูดเหมือนเพิ่งระลึกได้
แม้ผู้สวมใส่กำลังทรมานจากเพลิงที่กำลังกดลงมาอย่างต่อเนื่องจนแทบจะยืนไม่ไหว "ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับ 'บัล มาสก์' นะ"
หญิงสาวผงกหัวและเอ่ยตอบ "งั้นก็ไม่จำเป็นต้องออมมือแล้วสินะ"
"...อะไรนะ" สิ้นเสียงของราอุม เสาทั้งหกก็ถูกเพลิงอีกสีหนึ่งกลืนกินและแตกออกกลายเป็นเศษหินก้อนเล็กๆนับไม่ถ้วน
หญิงสาวยืนขึ้น ร่างกายไม่มีบาดแผลใดๆทั้งสิ้น ตอนนี้มีเพลิงอีกสีหนึ่งปกคลุมร่างของเธอเอาไว้
"พ...เพลิงสีอำพัน...เป็นไปไม่ได้!!!" บุรุษในเสื้อคลุมชะงักถอยหลังไปราวกับเห็นผี "ทำไมเจ้า...ถึงมาอยู่ที่...เมืองแห่งนี้ได้"
หญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าหายไปจากการรับรู้ของเขา คาโนะและมานะมองไปที่ใดก็ไม่เห็น "เขาหายไปไหนแล้วล่ะ"
"ฉันก็ไม่..."
ราอุมกระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศและถูกอะไรบางอย่างอัดไปทางโน้นทีทางนี้ทีนับครั้งไม่ถ้วน "อะ...อั่ก"
ไม่ช้าร่างของหญิงสาวก็ปรากฏขึ้นเหนือเขา สูงขึ้นไปมาก
"ฉันเสียเวลากับเจ้ามากเกินไปแล้ว 'โทโมการะ'" เธอพูดทิ้งท้าย "เวทนิรมิต 'พายุปั่นทอ'"
ลมพายุสีอำพันก่อตัวรอบร่างของเธอ ครั้งนี้ใหญ่กว่าเมื่อครู่มากและล้อมรอบร่างของเธอจนมองไม่เห็น
"เจ้า...'เฟลมเฮซ'...ถึงตัวเราตายไป...ก็จะพาเจ้าไปด้วย!!"
"'เสาผ่าเขตแดน' ราอุมพุ่งแขนทั้งสองข้างเข้าใส่
นิ้วทั้งสิบก็ยังยืดยาวออกไปอีกชั้นหนึ่ง
แต่ทว่าแท่งเหล็กทั้งสิบนั้นไม่สามารถทำอะไรลมพายุนั้นได้เลย
พวกมันทำได้เพียงพุ่งเข้าหาแล้วกลายเป็นชิ้นๆ
พ่นเศษเพลิงสีไข่มุกหม่นออกมาดุจดอกไม้ไฟ
ลมพายุม้วนตัวแล้วผ่าลงมา อัดเข้าใส่ร่างของราอุม เขาสลายไปในเวลาไม่กี่วินาที "ทะ...ท่าน...หัวหน้า......"
ร่างเนื้อสลายไปเป็นเพลิงก่อนจะถูกพายุพัดจนดับสูญไป
โคอิสึกิ คาโนะพบกับเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิตของเขาก็วันนี้นี่เอง
คานาเดระ มานะพบกับเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิตของเธอก็วันนี้นี่เอง
ทั้งสองยังนั่งค้างอยู่กับพื้นทางเข้าโรงแรมเมื่อหญิงสาวที่เรียกตนเองว่า 'ผู้ปักทอ' ปรากฏตัวอีกครั้งท่ามพลางพายุที่กำลังสลายไป
เธอกลับมาสวมชุดกิโมโนตัวเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ดวงตาสีน้ำตาลนั้นดูอ่อนแรง เหงื่อเม็ดโตไหลอาบผ่านแก้ม
แต่ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ยังมีอีกหน้าที่ที่เธอต้องทำก่อน "ตอนนี้รวบรวม 'พลังตัวตน' ได้พอไหม"
ผ้าพันคอสีเขียวอ่อนซึ่งพันอยู่รอบคอถูกปลดออกมาอย่างช้าๆ "พอจะบูรณะได้ทั้งเขตนี้เลยล่ะ"
หญิงสาวยิ้มอ่อนๆ เธอชูผ้าขึ้นไปในอากาศ แสงสว่างที่ระบุสีไม่ได้ส่องวาบไปทั่วทุกทิศทาง
คาโนะหยีตาแต่ก็ทนไม่ไหวจึงต้องยกแขนขึ้นบัง เมื่อเขารู้สึกว่าแสงนั้นหายไปแล้วก็ลดแขนลง "นะ นี่มัน"
พื้นที่เป็นหลุมจากการโจมตีของ 'เสาผ่าเขตแดน' ราอุม หายไป และเศษที่เคยตกลงมาเกลื่อนกลาดก็หายไปจนหมดสั้น
เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"โคอิสึกิคุง ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นคนทำสินะ...'ซ่อมแซม' ที่แห่งนี้"
มานะทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วผิดกับเขาที่เป็นผู้ชายทำให้้รู้สึกแย่นิดๆ
เด็กหนุ่มพยุงตัวเองขึ้นมายืน มือสัมผัสหน้าอกของตนเองเพื่อตรวจดูว่าไม่มีรูอยู่
"ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ การโจมตีนั่นไม่ได้หวังจะฆ่าเธอ แต่เป็นการขโมย 'สมบัติ' ที่อยู่ในตัวเธอต่างหาก"
หญิงสาวหันมามองพวกเขา คาโนะไม่รู้เลยว่าอากัปกิริยาของเขาถูกจับตามองอยู่ เธอเดินเข้ามาหาและสัมผัสหน้าอกของเขาเบาๆ "อ๊ะ"
เด็กหนุ่มร้องลั่นเหมือนผู้หญิงพร้อมกระโดดถอยไปจนชนมานะที่ยืนอยู่ข้างหลัง "เป็นผู้ชาย ทำตัวเหมือนผู้หญิงไปได้"
หญิงสาวยิ้มออกมา เป็นยิ้มแรกที่พวกเขาเห็น เป็นยิ้มที่งดงามเหมือนรอยยิ้มจากนางฟ้าอันเลอโฉม
"ขอโทษนะที่พาพวกเธอมามีส่วนในการต่อสู้ด้วย" เธอหยุดไปพักหนึ่ง "แต่มันคงจะหนีไม่พ้นแล้วสินะ"
"ใช่ 'สมบัติ' ในตัวของพวกเธอทั้งสองคน เป็นชิ้นที่พิเศษไม่แพ้
'เด็กหลงเที่ยงคืน' เลยทีเดียว" เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ 'ฟลอเทเรีย'
กล่าวคั่น
อยู่ดีๆหญิงสาวก็ชะงักงัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความหม่นหมอง
ดวงตาที่งดงามสั่นไหวด้วยอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า
'เด็กหลงเที่ยงคืน'
คาโนะกับมานะมองหน้ากัน พวกเขาทำอะไรไม่ถูก แต่ถึงกระนั้น หญิงสาวก็สลัดสิ่งที่สร้างความรู้สึกอึดอัดออกไปแล้วกลับมายิ้มบางๆ
"ฉันจะขอแนะนำตัวใหม่นะ ฉันคือ 'เฟลมเฮซ' ผู้ไล่ล่า 'โทโมการะ'
ซึ่งทำลายสมดุลของโลก สมญานามของฉันคือ 'ผู้ปักทอความหวังอันเปราะบาง'
ชื่อจริงคือ โยชิดะ คาซึมิ"
"ส่วนฉันคือ 'พายุหลากสี' ฟีเลส เป็น 'ราชาแห่งพิภพแดง'
ผู้ทำพันธะสัญญากับมนุษย์เพื่อไล่ล่าล้างแค้น"
ผ้าพันคอสีเขียวอ่อนพูดเสียงเป็นทางการ
คาโนะกับมานะทำได้เพียงยืนเฉยๆ รับฟังสิ่งที่หญิงสาวกับอีกหนึ่งสิ่งเล่าให้ฟัง
เรื่องของ 'ความจริง' ที่โลกใบนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด
พวกเขาตกอยู่ในสงครามการต่อสู้ระหว่าง 'เฟลมเฮซ' และ
'โทโมการะแห่งพิภพแดง'
ที่โลกใบนี้เป็นเวทีสนามรบ และพวกเขาเป็นผู้ที่ตกอยู่ในวงล้อมตรงกลาง ไม่สามารถหลีกหนีไปได้
แม้โลกของเด็กหนุ่มและเด็กสาวจะยังหมุนเดินหน้าต่อไป แต่บางสิ่งก็เปลี่ยนไป อย่างมหาศาลเลยทีเดียว...
--------------------------------------------------------------------------------------
Glossaries 02:
『脆希の縫い手』 ヨシダ カズミ - -
'ผู้ปักทอแห่งความหวังอันเปราะบาง' โยชิดะ คาซึึมิ
“彩飄” フィレス - -
'พายุหลากสี' ฟีเลส
“境擘柱” ラウム - - เสาผ่าเขตแดน' ราอุม
自在法『ミストラル』 - -
เวทนิรมิต 'มิสทรัล'
自在法『紡ぎ嵐』 - -
เวทนิรมิต 'พายุปั่นทอ'
宝具『天昂繍』 - - สมบัติ 'เท็นโคชู''
宝具『フィリドーザ』 - -
สมบัติ 'ฟีลีโทซ่า'
--------------------------------------------------------------------------------------
03
โอคากามิ โยริ เพื่อนร่วมชั้นของคาโนะและมานะกำลังนั่งเหม่ออยู่ในลอบบี้เมื่อเธอเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา
"ยินดีต้อนรับกลับ ทำไมทั้งสองคนหน้าตาดูไม่ค่อยดีเลยล่ะ" เขาถาม สายตากวาดตรวจสอบร่างกายทั้งคู่ "หรือว่าพวกนายสองคนไป..."
"อย่าคิดอะไรให้มันลึกได้ไหม" เด็กหนุ่มและเด็กสาวพูดแล้ววางมือลงไปบนโต๊ะข้างหน้าโยริพร้อมกัน เด็กหนุ่มอีกคนสะดุ้งโหยง
"คร้าบผม" เขายอมแพ้ มือส่งกุญแจห้องในโรงแรมไปให้คาโนะ "ห้อง512 ชั้น5
อีกหนึ่งชั่วโมงกลุ่มเราจะออกไปชมรอบเมือง ไปเก็บข้าวของก่อนไป"
แล้วหันไปทางมานะ "ชิโนโนกิ อยู่ห้อง617 รับทราบนะ" มานะผงกหัวตอบ เดินไปขึ้นลิฟต์แก้วที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน
พอเธอหายเข้าไปในลิฟต์แล้วโยริก็ยิงคำถามเข้าใส่ทันที "อย่าบอกนะว่าไปเดทกันสองคนน่ะ อิจฉาจริง"
คาโนะทำเป็นไม่ยี่หระ นิ้วควงพวกกุญแจห้องเดินไป โยริกระโดดลงจากเก้าอี้ฟูกเดินตามหลังไป ปากก็ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปไม่หยุดหย่อน
มานะเคาะประตูห้องตามที่โยริบอกไว้ เธอยืนรอไปคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีมานี้อีกครั้ง
"พวกเธอทั้งสองคนตายไปแล้วค่ะ" หญิงสาวที่ชื่อ 'ผู้ปักทอ' หรือ 'โยชิดะ คาซึมิ' เปิดเผยด้วยเสียงปกติจนน่ากลัว
"หือ/เอ๋" สองคนที่คิดมาตลอดว่าตลอดสิบห้าปีทำอะไรเหมือนๆกับคนอื่นหลุดอุทานออกมา "ขออีกทีได้ไหมครับ"
คาโนะถามขึ้นขณะทั้งสาม...ซึ่งถ้านับผ้าพันคอพูดได้ หรือ 'ราชา' ที่ชื่อ 'ฟีเลส' แล้วก็จะเป็นสี่...นั้นยืนอยู่หน้าล็อบบี้
"พวกเธอสองคนไม่ได้มี 'ตัวตน' จริงๆอยู่ในโลกนี้แล้วยังไงล่ะ" 'ราชา'
ที่เพิ่งแนะนำตัวเมื่อครู่แจกแจงต่อ
"ตอนนี้พวกเธอเป็นแค่เศษตกค้างของคนที่พวกเธอเป็นเท่านั้น"
โยชิดะ คาซึมิยกมือแตะคางพลางใช้ความคิดที่จะหาทางอธิบายได้อย่างง่ายที่สุด "เอาอย่างนี้นะคะ"
เธอล้วงมือไปในชายแขนกิโมโนแล้วหยิบแก้วน้ำออกมาใบหนึ่งพร้อมกระติกน้ำสีเงิน
ส่งแก้วไปให้คาโนะซึ่งรับมางงๆ มานะก็รับกระติกน้ำมาถือไว้
"เทน้ำชาลงไปเต็มแก้วสิคะ ช่องเปิดอยู่ทางขวานั่นน่ะค่ะ"
คาซึมิกำกับขณะมานะรินน้ำชาด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน
ไอน้ำร้อนลอยกรุ่นขึ้นจากช่องกระติก
กลิ่นของชาหอมได้ที่จนสองหนุ่มสาวเคลิบเคลิ้ม คาโนะไม่รู้ตัวเลยว่ามือของเขากำลังบอกสมองว่า 'จับตรงอื่นสิ ฉันจะโดนลวกแล้วนะ!'
พอรินเสร็จ มานะก็หันมามองราวกับกำลังรอฟังคำสั่งต่อ หญิงสาวหันไปมองเด็กหนุ่ม "ดื่มเข้าไปสักสองสามจิบสิคะ"
คาโนะทำตาม คำแรกแทบลวกปากแต่คำต่อไปก็เริ่มชิน จนลืมไปเลยว่าเธอบอกเอาแค่สองสามจิบ
พอทุกอย่างพร้อมคาซึมิก็เริ่มการอธิบาย
"ถ้าเปรียบน้ำชาคือ 'พลังตัวตน' และแก้วน้ำคือ 'ภาชนะร่างกาย'
การกระทำของเธอเมื่อครู่ก็เหมือนกับสิ่งที่ 'โทโมการะแห่งพิภพแดง'
ทำ...การ 'กลืนกิน' ค่ะ"
ทั้งสองคนนิ่งแข็งเป็นหิน ยิ่งคาโนะยิ่งแทบสำลักน้ำชาในปาก คาซึมิรอพักหนึ่งก็เริ่มต่อ
"'พลังตัวตน' เป็นสิ่งจำเป็นที่เหล่า 'โทโมการะ' ต้องการ เหมือนกับอาหาร
เมื่อน้ำถูกดื่มจนหมด 'ตัวตน' ของคนผู้นั้นก็จะสลายไปจากโลกใบนี้"
ทั้งสองคนยังคงนิ่งแข็ง ทำอะไรไม่ถูกเช่นเดิม
"นอกจากนั้น หากมีการสูญเสียพลังตัวตนมากเกินไป สิ่งที่เรียกว่า
'สมดุลของโลก' ใบนี้ก็จะพังทลายลง และอาจเกิดผลกระทบต่อ 'พิภพแดง'
ของฉันด้วย"
'พายุหลากสี' ฟีเลสกล่าวเสริม "ดังนั้นการใส่สิ่งทดแทนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ทอร์ช' หรือ คบเพลิงในภาษาของพวกเธอนั่นเอง"
"ทอร์ชก็คือผู้ที่ถูกกลืนกินไปแล้ว
แต่ก็ยังไม่สูญสลายหรือมอดไหม้ไปในทันที
เหมือนกับการเติมน้ำชาให้ชั่วคราว"
เธอหยิบกระติกน้ำชามาจากมานะและรินชาลงไปเพิ่ม
"ทีนี้ สิ่งทดแทนนั้นเป็นเพียงของชั่วคราวเท่านั้น ในไม่ช้า...สุดท้าย"
คาซึมิแตะผิวแก้ว เมื่อเธอดึงมือกลับก็ปรากฏรูรั่วทำให้น้ำชาไหลทะลักออกมา
"รอยรั่วที่เกิดจากการกลืนกินก็จะแผลงฤทธิ์"
เด็กหนุ่มปล่อยแก้วตกเมื่อน้ำชาร้อนๆพุ่งออกทางรูนั้นจนหมด "สุดท้าย 'พลังตัวตน' ก็จะหมดไปอยู่ดี" ฟีเลสต่อประโยคจนจบ "เข้าใจรึยัง"
"ตะ แต่ ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของพวก 'โทโมการะ'
นี่เลยล่ะคะ" มานะขยับปากออกถามได้ในที่สุดหลังจากเป็นอนุสาวรีศิลาอยู่นาน
"พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า 'ฟูเซ็ทสึ' อาณาเขตที่ถูกตัดออกจากช่วงเวลาปกติ ที่พวกเธอกำลังอยู่ในตอนนี้ไงล่ะ"
'ราชา' ในเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ตอบ "คาซึมิ เราต้องปิดเจ้านี่แล้วนะ"
เธอบอกเหมือนเพิ่งนึกออก คาซึมิผงกหัวตอบ พอรับแก้วน้ำและกระติกน้ำชาประกอบการสอนใส่เข้าไปในแขนเสื้อแล้วเธอก็หลับตาลง
ใบหน้าสงบเงียบของเธอทำให้คาโนะและมานะพากันเงียบตาม
ท้องฟ้าที่เป็นสีแดงเริ่มสลายกลายเป็นแถบสีดำๆนับไม่ถ้วนซึ่งกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว คล้ายกับคลายการถักทอของผืนผ้าก็ไม่ผิดนัก
เสียงที่หายไปกลับมาอีกครั้ง วัยรุ่นทั้งสองมองหน้ากันด้วยความดีใจ พวกเขากลับมายังโลก 'ปกติ' อีกครั้งหนึ่งแล้ว
"เอาล่ะค่ะ พวกเธอทั้งสองคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้วก็จริงอยู่
แต่ 'ความจริง' ที่ฉันเพิ่งบอกไปยังคงอยู่ ขอให้ระวังตัวด้วยนะคะ"
คาซึมิเอ่ยขัดจังหวะ
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สูงขึ้นไปแทบไร้ที่สิ้นสุด "ตอนนี้ฉันต้องไปแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีก ให้โทรศัพท์หาฉันนะคะ"
"โทรศัพท์" คาโนะกับมานะมองหน้ากันอย่างงงๆ คาซึมิทำหน้าไม่ค่อยพอใจ
"สีหน้าอย่างนี้ พวกเธอทั้งสองคนคงคิดว่าฉันไม่มีโทรศัพท์มือถือสินะคะ"
พูดไม่ออก ทั้งสองคนทำได้เพียงหัวเราะนิดหน่อย
หญิงสาวเขียนหมายเลขด้วยลายมือคมสวยบนเศษกระดาษที่เอาออกมาจากแขนเสื้อกิโมโนเช่นเคยส่งให้ทั้งสอง
"นี่เป็นหมายเลขพิเศษ ถึงจะอยู่ใน 'ฟูเซ็ทสึ' หมายเลขนี้ก็ยังใช้งานได้"
คาซึมิบอกก่อนจะเตรียมตัวจากไป "ขอภาวนาให้พวกเธอทุกคนปลอดภัยนะคะ"
แล้วเธอก็จากไป
'เฟลมเฮซ' ผู้ไล่ล่า 'โทโมการะ' ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวเบื้องหลังของโลกมนุษย์อันสงบสุข การต่อสู้และสงคราม
...และเบอร์โทรศัพท์มือถือ
"จะโทรได้จริงเหรอเนี่ย" มานะพึมพำกับตัวเอง
มือเลื่อนไปยังหมายเลขที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งใช้ชื่อว่า 'คุณโยชิดะ
คาซึมิ' "โทรได้รึเปล่านะ..."
ประตูห้อง617 เปิดออกกะทันหัน หน้าของเพื่อนสนิทก็โผล่มาให้เห็น
สภาพหัวเปียกชุ่มมีผ้าพัน มือขวาถือเครื่องเป่าที่เอามาจากบ้าน
มือซ้ายกำแปรงสีฟัน
มานะแอบขำแต่ก็อั้นไม่อยู่ ชิโนโนกิ
ฮารุกะหน้าเสียมองเธอด้วยสายตาค้อนที่สุดในชีวิต
มานะเดินเข้าไปในห้องทั้งที่ยังกุมท้องไว้อยู่หลังหัวเราะนานเป็นนาที
ฮารุกะกลับมาสิบนาทีหลังจากนั้น เจอเพื่อนที่หัวเราะตัวเองกำลังนั่งแกว่งขาไปมาบนเตียงตัวที่ใกล้หน้าต่าง "นั่นเตียงที่ฉันจะนอนนะ!"
"ไม่เห็นมีใครเขียนชื่อไว้เลยนี่ ของฉันต่างหาก"
มานะยิ้มกว้างพลางกลิ้งแผ่ราบบนเตียง
ฮารุกะโกรธจนตัวสั่นกระโดดขึ้นไปปลุกปล้ำเพื่อแย่งชิงเตียงกับเธอ...
คาโนะสวมชุดเดินออกมาจากห้อง เขาสมทบกับพวกผู้ชายในชั้นซึ่งพากันลงลิฟต์มาจนครบและพบผู้หญิงส่วนใหญ่มารอกันก่อนแล้ว
อาจารย์ประจำชั้นบ่นนิดหน่อยแล้วสั่งการให้ทุกคนไปขึ้นรถบัสอีกครั้ง
คาโนะสอดสายตามองไปมาในกลุ่มเพื่อร่วมชั้นที่มีประมาณสามสิบกว่าคน
เขาสบตากับมานะที่กำลังมองไปมาเหมือนกัน
ทั้งสองรั้งท้ายอยู่ข้างหลังของแถว
ต่างมองเลื่อนลอยไปที่ท้องฟ้าซึ่งเริ่มสีหม่นลงหลังผ่านเวลาเที่ยงวันมาได้พอสมควร
"นี่ โคอิสึกิคุง" มานะเริ่มก่อน "เรื่องที่พวกเราถูกกลืนกินไปแล้วน่ะ คิด...ยังไงเหรอ"
เด็กหนุ่มไม่มีความคิดอะไรในหัวเลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีคำตอบอะไรที่จะใช้พูดทั้งนั้น เมื่อเด็กสาวเห็นดังนั้นก็เลยเงียบตามไปด้วย
พอขึ้นไปนั่งบนรถ คาโนะก็หยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาเปิดอ่านทันที
มานะที่พยายามจะขับไล่ความคิดต่างๆที่ถล่มไปมาในหัวออกไปก็ขอเอ่ยปากขอเขาอ่านด้วย
รถบัสขับเคลื่อนเอื่อยๆออกจากโรงแรมไปยังย่านการค้าที่น่าตื่นตา
ร้านค้าของมียี่ห้อนับร้อยเรียงรายให้พวกผู้หญิงในคันรถร้องออกมาอย่างตื่นเต้นพากันเกาะมองหน้าต่างรถ
อาจารย์ที่นั่งอยู่หน้ารถรีบสั่งให้ทุกคนนั่งกับที่และบอกให้ทนรอจนกว่าจะไปทำกิจกรรมที่ศาลเจ้าเมืองโทมิยะนี้ก่อนจึงจะปล่อยให้ไปเที่ยวเล่นได้ตามอัธยาศัย
"โคอิสึกิ เดี๋ยวพอเสร็จไปเกมเซ็นเตอร์กันไหม
เมื่อกี้ฉันเห็นร้านดีๆด้วยล่ะ" โยริที่นั่งหน้าพวกเขาไปแถวหนึ่งหันมาถาม
"อือ" คาโนะตอบเฉยชา
มานะเองก็ถูกฮารุกะชวนให้ไปซื้อของด้วยกันด้วยเธอก็ตอบตกลงไปทั้งที่ตัวเธอนั้นไม่ใช่พวกชอบซื้อเครื่องประดับอะไรก็คงแค่เดินเป็นเพื่อนเท่านั้น
คาโนะอ่านไปได้ครึ่งเล่มก็ส่งการ์ตูนไปให้เธออ่านเต็มๆหลังต้องเอียงคออ่านตั้งนาน
เขาเปิดกระเป๋าสะพายเล็กๆ เอาสมุดบันทึกหนาเตอะที่มีกระดาษหลายชนิดแลบออกมา
"เห เอาสมุดจดนี่มาด้วยเหรอ" มานะถามเสียงแปลกใจ
นี่คือสมุดบันทึกที่คาโนะมักจะเอามาจดบันทึกและสอดแทรกข่าวหนังสือพิมพ์หรือบทความเกี่ยวกับเรื่องลึกลับใส่ไว้
เรียกเป็นสมุดแห่งความลับก็คงไม่แปลกนัก
เขาเปิดส่วนที่เป็นข่าวของ 'เมืองมิซากิ' และ 'ปริศนาสาปสูญครั้งใหญ่'
ซึ่งย้อนกลับไปเกือบเก้าปีที่แล้ว
คาโนะเอาข้อมูลพวกนี้มาจากหนังสือพิมพ์ในห้องสมุดเสียส่วนใหญ่
และแอบๆตัดออกมา มีเพียงโยริและมานะเท่านั้นที่รู้เรื่อง...เพราะพวกเธอเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยนั่นเอง
เด็กหนุ่มยามอ่านสมุดบันทึกในตอนนี้ดวงตาเป็นประกายไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาหยิบดินสอกดจากกระเป๋ามาเขียนเรื่องของวันนี้
ทั้งเรื่อง 'โทโมการะ' 'เฟลมเฮซ' 'การกลืนกิน' ทุกๆอย่างลงไปในหน้าบันทึกที่ว่างเปล่าถี่ยิบจนมานะแทบอ่านไม่ออก
พอเธอรู้สึกตัวว่ากำลังก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวก็ทำเป็นอ่านการ์ตูนทันที
รถบัสเริ่มชะลอลงเมื่อถึงทางแยก และอยู่ดีๆก็หยุดลงแบบนิ่งสนิท
นักเรียนส่วนใหญ่พากันยืนมองไปทางกระจกหน้าของรถเพื่อหาสาเหตุ แต่คาโนะกับมานะเป็นเพียงสองคนที่ไม่สนใจ
"เราถึงแล้วเหรอ" เด็กหนุ่มถามโดยมือขวายังเขียนไม่หยุด "ไม่รู้สิ" มานะพึมพำ ลุกขึ้นยืนบ้าง "ฮารุกะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ"
ฮารุกะที่อยู่แถวข้างหน้าไปสามแถวหันมา "รู้สึกจะมีอุบัติเหตุที่สี่แยกน่ะ แต่ไม่มีใครบาดเจ็บนะเท่าที่เห็น"
มานะกลับลงมานั่งกำลังจะบอกต่อให้คาโนะฟัง แต่ท่าทางเขาได้ยินเรียบร้อยแล้วและปิดสมุดบันทึก "ฉัน 'รู้สึก' แปลกๆยังไงไม่รู้สิ"
เด็กสาวมองเขาแบบงงๆ "แปลกยังไงเหรอ ก็คงแค่อุบัติเหตุธรรมดาเท่านั้นนี่นา"
ไม่ช้าก็มีเรื่องบอกต่อๆกันมาจากหน้ารถจนถึงพวกเขา
ได้ความว่ามีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งโดยไม่เหยียบเบรกเมื่อไฟแดงขึ้นและชนกับรถอีกคันกลางถนนพอดี
พอคนขับรถคันที่ถูกชนออกมาจะว่าคนขับคนแรกก็พบว่า 'ไม่มีใคร'
อยู่ในรถคันนั้นเลย คาโนะผงกหัวด้วยสัญชาตญาณในเรื่องแปลกประหลาดนี้
เขาพึมพำขึ้น
"นี่คือ 'การมอดไหม้' สินะ"
มานะได้ยินชัดเต็มสองหูขนลุกพองขึ้นมาในฉับพลัน
การมอดไหม้ของทอร์ชที่หมดซึ่ง 'พลังตัวตน' จุดจบนั้นคือการถูกลืมชั่วนิรันดร์...
ที่ศาลเจ้าประจำเมืองโทมิยะนั้นมีประชาชนเดินกันบางตา คงเพราะเป็นวันธรรมดาทำงานด้วย
รถบัสคันใหญ่ยาวเคลื่อนมาจอดหน้าทางเข้าและเปิดให้นักเรียนจากต่างเมืองลงมาชื่นชมวัดภายในและประตูโทริอิไม้ที่เปิดต้อนรับ
คาโนะเก็บหนังสือการ์ตูนซึ่งเพิ่งได้คืนมาเข้ากระเป๋าสะพายคาดเอว มานะยืดกล้ามเนื้อบิดขี้เกียจเดินตามเขามารั้งท้ายแถว
พวกเขาทั้งหมดมารวมกันที่หน้าวัดใหญ่ มีพระชินโตวัยสูงอายุออกมาต้อนรับเด็กๆ
พออาจารย์เทศนาและสั่งการให้ทุกคนช่วยกันกวาดและทำความสะอาดลานภายในศาลเจ้าเสร็จ กลุ่มของนักเรียนก็แยกสลายกันไปช่วยโน่นช่วยนี่กัน
"โคอิสึกิ ไปหาที่นั่งฆ่าเวลากันเถอะ ขอยืมการ์ตูนนายอ่านด้วยสิ" โยริเข้ามาทักแต่ไกล อาจารย์ก็คงได้ยินด้วยแต่ก็ปล่อยเลยตามเลยไป
คาโนะส่งไปให้แล้วเดินเลี้ยวหายไปที่ด้านหลังวัด เป้าหมายของเขาคือค้นหาร่อยรอยแห่งอดีตที่จะสืบสาวไปถึงเรื่องของเมืองมิซากิ
ที่นั่นเองเขาก็พบกับบ่อน้ำและน้ำตกขนาดใหญ่พอสมควร
เสียงกระบอกไม้ไผ่เคาะหินดังแว่วมาจากอีกฝั่งของบ่อ
ปลาคาร์พแหวกว่ายในน้ำใสหาเหยื่อที่อยู่ตามผิวน้ำ
เด็กหนุ่มนั่งยองๆมองปลาที่ว่ายหลบทันทีที่เขายื่นมือเข้าไปใกล้
"ทำอย่างนั้นเดี๋ยวพวกมันจะตกใจเอานะ" เสียงของชายชราดังมาจากข้างหลัง
เขาสะดุ้งเกือบโดดลงไปบ่อน้ำข้างหน้าซึ่งหากตกลงไปคงเปียกทั้งตัวแน่
เขาหันกลับไปมองผู้พูด ที่แท้ก็คือชายที่มาพูดต้อนรับเมื่อครู่นี่เอง
สายตาอ่อนโยนมองมา
เด็กหนุ่มเขินอายทำอะไรไม่ถูกเลยเกาหัวแล้วลุกขึ้นยืนเดินห่างออกจากบ่อน้ำมา
"ขอโทษครับ งั้นเดี๋ยวผม..." มือของพระชรายกขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร "แววตาน่าสนใจดีนี่ เธอคงเป็นคนช่างสงสัยล่ะสิ"
คาโนะยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก พระชราผู้นี้ยังมองสำรวจต่อไป "สนใจจะช่วยหลานฉันกวาดตะไคร่บนผิวบ่อไหม"
พลางยื่นตะแกรงติดไม้ไผ่ยาวที่เด็กหนุ่มเพิ่งสังเกตว่าอยู่ในมือของเขาตั้งแต่แรกแล้ว "หลานงั้นเหรอครับ"
พระชราผงกหัวเล็กน้อย พอเขารับไม้ตะแกรงไปแล้วก็หันไปทางวัดแล้วเอ่ยเรียกชื่อหลานคนนั้น "นี่ สึกุมิเอ๊ย"
ประมาณนาทีเศษๆ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากข้างในวัด
สายตาของคาโนะแบ่งแยกอายุคนไม่เป็น
เท่าที่รู้คือเธออายุไม่น่าจะเกินไปกว่าเขา
"ปู่คะ นี่ใครงั้นเหรอ" เธอถามเสียงขุ่นมัว สงสัยเพิ่งตื่นจากการนอนหลับ "วันหยุดโรงเรียนทั้งทีแท้ๆเลย"
"พวกเด็กที่บอกว่าจะมาช่วยงานที่ศาลเจ้าวันนี้ไง ขี้ลืมไปได้นะเรา"
ชายชรากอดอกมองโบ้ยไปทางคาโนะ "เอ้า แนะนำตัวนะ นี่หลานฉันชื่อ โนดะ
สึกุมิ"
เด็กสาวผงกหัว ผมแกละเขย่าตามเป็นคลื่นๆ ดวงตากลมโตเพ่งมองเขา "สึกุมิ ยินดีที่ได้รู้จัก"
"โคอิสึกิ คาโนะ ยินดีที่ได้รู้จัก สึกุมิ...จัง" "ห้ามต่อท้ายว่า 'จัง' นะ!!" เด็กสาวร้องเสียงดังจนคาโนะตกใจแทบจะโดดลงบ่อไปจริงๆ
ชายชราตบไหล่หลานสาวเป็นการสงบสติอารมณ์เธอ หลังจากนั้นก็เป็นการเริ่มงานทำความสะอาดบ่อน้ำ
ตอนนี้คาโนะรู้สึกอยู่อย่างเดียว เด็กคนนี้เสียงดังเป็นบ้าเลย
"ตรงนั้นน่ะอย่าให้เหลือนะ ตรงนั้นด้วย" เธอสั่งการเป็นว่าเล่นจนมือคาโนะแกว่งเป็นระวิงจนเผลอสลัดน้ำกระเด็นใส่เธอโวยวายอีกชุดใหญ่
เขาใช้เวลาทำความสะอาดหลังจากนั้นเกือบสิบนาที เขาวางตะแกรงพาดกับต้นสนใกล้ๆ มือปาดเหงื่อ
กระป๋องน้ำลอยมาอยู่ตรงหน้า เด็กหนุ่มหลงนึกว่าเด็กเมื่อครู่มีน้ำใจ ที่ไหนได้เงยหน้าขึ้นมาก็สบตากับคานาเดระ มานะแทน
"เอ้า ของตอบแทนที่ทำงานหนักกว่าชาวบ้าน" เด็กหนุ่มถอนหายใจรับน้ำกระป๋องมาดื่มรวดเดียวหมด "แล้วเด็กที่เป็นหลานพระคนนั้นล่ะ"
"เด็กที่ชื่อสึกุมินั่นน่ะเหรอ
กำลังคุยจ้อกับพวกเรา...หมายถึงพวกผู้หญิงน่ะ...สนุกเพลินเลย"
เธอพูดจบก็เห็นสีหน้าเคืองนิดๆบนใบหน้าของคาโนะ
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อะไรนอกจากออกกำลังกายและกำลังหูในการทนฟังเด็กคนนั้น พอพวกเขาจะเดินกลับไปที่ลานข้างหน้า สึกุมิก็วิ่งเข้ามาหา
เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นมานะ พอมองที่คาโนะบ้างก็หน้าซีดไปในบัดดล "พวกพี่ทั้งสองคนมี 'สิ่งนั่น' อยู่ในตัว พวกพี่กำลังจะ..."
คาโนะเดินเข้าไปจับแขนของเธอด้วยความตกใจ "นี่เธอเห็นด้วยเหรอ เปลวไฟที่ในตัวของพวกเราน่ะ"
เมื่อได้ยิน มานะก็เป็นตาม เธอมองสึกุมิที่ถูกเด็กหนุ่มจับแขนไม่ปล่อย
"นี่ โคอิสึกิคุง เขาเจ็บนะ" พอตระหนักว่าทำรุนแรงไปเขาก็เลยปล่อยแขนของเธอ
"ขอโทษนะ ฉันตกใจมากไปหน่อย ไม่เป็นอะไรนะ" สึกุมิผงกหัว
"จริงๆฉันผิดเองที่ไปทักอย่างนั้น
ปกติฉันจะเอาแต่ปิดปากเงียบทำเป็นไม่สนใจ แต่..."
เธอกุมมือกดที่หน้าอก ดวงตาเบิกกว้าง "ที่ฉันเห็นในตัวพวกพี่ มันไม่ใช้แค่เปลวไฟนะ แต่เป็น 'สิ่งของ' คล้ายๆ...กล่องสมบัติ"
"กล่องสมบัติ!" สองหนุ่มสาวที่รู้ว่าตัวเองเป็น 'มิสเทส' ที่มี 'สมบัติ'
อยู่ในตัวแทบจะร้องออกมาดังกว่านี้ด้วยซ้ำ "หะ หรือว่า..."
เด็กหนุ่มขยับปาก
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
หลานสาวพระอาวุโสแห่งศาลเจ้าคนนี้ มองเห็น 'ทอร์ช' ในตัวของพวกเขาและรวมไปถึง 'สมบัติ' อีกด้วย...
โนดะ สึกุมิบีบแก้วชาที่ทำจากดินเผาอย่างดีไว้อย่างแน่นหนา น้ำชาที่อยู่ข้างในเย็นสนิท
"สึกุมิ วันนี้ขอบใจมากนะที่ออกมาช่วยทำงานด้วย
แถมคุยกับพี่ๆเขาสนิทสนมดีเหมือนกันนี่นา"
ชายชราที่กำลังตักข้าวจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใส่ชามเอ่ยขึ้น
เด็กสาวบีบแก้วชาอีกครั้งหนึ่ง "ก็ดีคะ
ถึงหนูไม่ได้พิสวาสพิศวงอะไรพวกเขาเท่าไหร่ก็เถอะ" โนดะ
โชจิโร่หัวเราะเบาๆ "เดี๋ยวนี้ใช้คำศัพท์มากขึ้นนะ"
เด็กสาวหัวเราะเบาๆ มือคลายแก้วออกจากมือแล้วลุกขึ้นจากระเบียงนอกบ้านกลับเข้าไปในตัววัดซึ่งเป็น 'บ้าน' ของเธอ
ในหัวยังคิดเรื่อง 'สิ่งของ' ในตัวของคนที่ชื่อคาโนะและมานะไม่หยุด เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยรู้ด้วยว่าจะมีของแบบนั้นอยู่ด้วย
แปลกจริง แค่ที่ตัวเรามองเห็นเปลวไฟในตัวของคนก็ว่าแปลกแล้ว แต่นี่มันยิ่งแปลกเข้าไปอีก ทำไมหนอ...ต้องเป็น 'เรา' ด้วย
เธอบ่นอยู่ในใจ มือจับชามข้าวร้อนจนสะดุ้ง ชายชรามองอย่างขบขัน "จับชามอย่างนั้นเดี๋ยวมือก็พองหรอก บอกปู่เองว่าโตแล้วไม่ใช่เหรอไง"
"แค่เหม่อไปนิดหน่อยเอง ปู่ก็!" เธอคราง สะบัดมือไปมาโดยหวังว่ามันจะช่วยให้หายแสบได้เร็วๆ
"เธอคิดว่ายังไงเหรอ โคอิสึกิคุง"
มานะถามขณะพวกเขากลับมาที่รถบัสเมื่อหมดเวลาการซื้อของย่านการค้าตามที่อาจารย์สัญญาไว้
"เรื่องเด็กสึกุมิน่ะ"
"ไม่รู้สิ พวกเราไม่เห็นเปลวไฟ 'ทอร์ช' ในตัวของเธอเลยนี่" เด็กหนุ่มตั้งสันนิษฐานขึ้น
"ดูจากภาษาที่เธอพูด เธอไม่น่าจะรู้เรื่อง 'ความจริง' อย่างที่พวกเราฟังมานะ"
มานะนั่งลงบนเบาะตามหลังคาโนะที่วางถุงการ์ตูนเล่มใหม่ที่ออกวันนี้พอดีข้างตัว
"แปลว่า เธอไม่ได้เป็น 'ทอร์ช' หรือ 'มิสเทส' แต่ก็ 'มองเห็น' งั้นเหรอ"
นี่ก็สุดที่เด็กหนุ่มจะหาคำตอบได้แล้ว เขาเลยเสนอว่าให้ลองโทรศัพท์ไปหา 'คนๆนั้น' ดู
"แต่คุณโยชิดะบอกว่าถ้าเกิดมีอะไรร้ายแรงถึงจะโทรไป..."
มานะมองเด็กหนุ่มที่ทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่ตัวเองเสนอไปแถมยังเปิดการ์ตูนอ่านด้วย
เธอทำใจหยิบมือถือออกจากกระเป๋า มือเลื่อนไปยังหมายเลขที่เพิ่งบันทึกไว้วันนี้...
--------------------------------------------------------------------------------------
04
เฟลมเฮซผู้มีสมญานาม 'ผู้ปักทอแห่งความหวังอันเปราะบาง'
และได้ทำพันธะสัญญากับ 'ราชาแห่งพิภพแดง' ผู้แข็งแกร่งนาม 'พายุหลากสี'
ฟีเลสกำลังก้าวเดินอยู่
ท่ามกลางเงามืดของยามราตรี เธอ โยชิดะ คาซึมิ กำลังก้าวเดินอยู่ในเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น...
"ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนมิซากิสินะ"
หญิงสาวหยุดหน้าอาคารหลังใหม่ที่เป็นตึกบริษัทค้าขายสูงนับสิบๆชั้น
"แล้วนั้นก็ลานที่เคยจัดงานเซย์ชู"
เธอมองต่อไปที่ร้านขายซูชิด้านข้างที่มีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ เสียงของคนภายในร้านดังแว่วออกมา บ่งบอกถึงเวลาเลิกทำงานของวันนี้
"งานโรงเรียนงั้นรึ" ฟีเลสพึมพำขึ้นจากภายในเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
'ฟลอเทเรีย' "นึกถึงตอนนั้นแล้ว ฉันทำอะไรโหดร้ายกับเธอไว้เยอะเลยนี่นา"
คาซึมิยิ้มกับตัวเอง ก้าวเดินต่อไปตามเส้นทางถนน
"'ฮิราลด้า' ที่เธอให้ฉันมาน่ะ..."
เธอทิ้งเสียงขาดช่วงไปเมื่อมีเสียงเพลงดังออกมาจากในแขนเสื้อกิโมโน
"โทรศัพท์จากใครกันนะ เวลาป่านนี้แล้ว"
"ถ้าเป็น 'เอาท์ลอว์' ล่ะก็ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากต่อปากต่อคำกับเจ้า 'ราชา' งี่เง่าพวกนั้นอีกแล้ว"
'พายุหลากสี' บอกอย่างไม่ใยดี
แต่ 'ผู้ปักทอ' กลับทำเสียงให้เธอเงียบลง "เด็กพวกนั้นโทรมา เร็วกว่าที่ฉันคาดไว้มากเลย"
เธอบอกด้วยรอยยิ้มจางๆก่อนจะกดปุ่มโทรศัพท์รับสาย
โคอิสึกิ คาโนะยืนแนบพิงผนังริมทางเดินของโรงแรม หลังมองนาฬิกาข้อมือครั้งที่สิบกว่าเขาก็ได้ยินเสียงเท้าเบาๆกำลังมาทางนี้
ในแสงสว่างของโคมไฟเหนือหัวที่เรียงยาวไปนั้น ร่างของคานาเดระ มานะปรากฏขึ้นจากบันได เธอวิ่งมาหาเขาพร้อมกับกระซิบขอโทษ
"ขอโทษนะ พวกเราเล่นเกมกันตั้งนานกว่าฮารุกะจะยอมไปนอนน่ะ"
เด็กหนุ่มสั่นหัวด้วยไม่อยากใช้เสียงที่อาจจะทำให้อาจารย์เปิดประตูออกมาและจ๊ะเอ๋กับพวกเขายามดึกได้
เขาเอาสมุดบันทึกประจำตัวเก็บลงกระเป๋าสะพายข้างตัว
พอเด็กสาวถามเรื่องที่เอากระเป๋ามา
เสียงของเธอดังจนเขาต้องส่งสายตาขุ่นๆให้ มานะปิดปากเงียบไม่ถามต่อ
ตอนนี้เป็นเวลาจะเที่ยงคืนแล้ว เพื่อนในชั้นเรียนส่วนใหญ่เข้านอนกันซะเกือบหมดแล้วจากความเหนื่อยอ่อน
คาโนะกับมานะลงจากลิฟต์มายังชั้นล่างและเดินแอบๆออกมาข้างนอกได้ในเวลาไม่กี่นาที พวกเขาสายจากเวลาที่นัดไปเกือบห้านาที
"โทรไปขอโทษเขาก่อนดีไหม" เด็กสาวถามขึ้นขณะที่พวกเขาขึ้นไปบนรถแท็กซี่ แน่ล่ะที่คนขับมองพวกเขาด้วยสายตาสงสัยแต่สุดท้ายก็ยอมขับไป
คาโนะไม่ตอบอะไร ดวงตาของเขามองเลยออกนอกหน้าต่างไปยังทิวทัศน์ภายนอก
เด็กสาวชินกับอาการเหม่ออย่างนี้แล้ว เธอจึงจัดการทำสิ่งที่ตนเองคิดโดยการกดโทรศัพท์
"ค่ะ" เสียงสั้นๆของโยชิดะ คาซึมิมาจากอีกด้านของโทรศัพท์ "ขอโทษนะคะ ตอนนี้กำลังไปที่ศาลเจ้าแล้วค่ะ"
"ไม่หรอก ทางนี้ต่างหากที่ขอให้ออกมาดึกดื่นอย่างนี้ คงไม่ใช้เวลานานเท่าไหร่หรอก ไม่ต้องกังวลนะคะ"
เสียงเธออบอุ่นและให้ความมั่นใจ มานะวางสายและอมยิ้ม เด็กหนุ่มทำหน้าเหยเก
"อยู่ดีๆก็ยิ้ม เพ้ออะไรเหรอไง" เด็กสาวไม่สนใจคำถาม
เอนหลังพิงพนักหลับตาพักผ่อน
ขณะพวกเขากำลังตรงไปสู่ศาลเจ้าที่ไปมาเมื่อบ่ายนี้
'ผู้ปักทอ' ยืนอยู่รออยู่เงียบๆเมื่อคาโนะและมานะลงจากแท็กซี่มา
เธอโค้งหัวทักทายเล็กน้อย "ช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดตอนนั้นให้อีกทีสิคะ"
ทั้งที่คนที่จะอธิบายน่าจะเป็นคาโนะแต่เขากลับนิ่งปล่อยให้มานะต้องทำหน้าที่เล่า
คาซึมิฟังโดยไม่แทรกสักคำ เมื่อจบลงเธอก็หันไปมองยังศาลเจ้า
"ไม่ผิดหรอกค่ะ สันนิษฐานของพวกเธอมีส่วนถูกอยู่
เด็กคนนั้นน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ 'พิภพแดง' ไม่ว่าทางใด...ก็ทางหนึ่ง"
นัยน์ตางดงามมองเพ่งอะไรบางอย่าง
"อย่างนี้นี่เอง" เธอพึมพำกับตนเอง
"เวทนิรมิตที่ปกปิดตัวตนของโทโมการะระดับ 'ราชา'
ร่ายอยู่รอบศาลเจ้าแห่งนี้" ผ้าพันคอ หรือ เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
'ฟลอเทเรีย' กล่าว
เวทนิรมิต...พลังพิเศษที่สร้างจากการใช้ 'พลังตัวตน' มาถักทอให้กลายเป็น 'วงเวทนิรมิต' ในการสร้างความผิดแผกบนภพนี้
เป็นทั้งอาวุธและสิ่งพิทักษ์สำหรับเหล่าโทโมการะและเฟลมเฮซ
นี่เป็นเวทนิรมิตพิเศษที่ปกป้องไม่ให้ใครที่เกี่ยวข้องสัมผัสได้ถึงตัวตนขนาดใหญ่ของโทโมการะในระดับ 'ราชา'
แสดงว่า 'ราชา' คนนี้ต้องมีพลังแผ่ออกมาอย่างรุนแรงจนอาจเรียกให้เฟลมเฮซรู้ตัว จึงต้องใช้เวทนิรมิตคุ้มกันตัวเองเช่นนี้
'ผู้ปักทอแห่งความหวังอันเปราะบาง' สัมผัสได้ถึงผัสสะอันเบาบางของเวทนิรมิตแห่งนี้
นี่อาจเป็นผลมาจากการเคยอยู่ใกล้และเรียนรู้มาจากเฟลมเฮซผู้เรียกได้ว่าเป็นจอมเวทนิรมิตคนหนึ่งของยุค 'ผู้ร่ายโคลงกำสรวล'
"ถึงจะเบาบางพอๆกับใยของแมงมุมแต่นี่เป็นเวทนิรมิตที่มีประสิทธิภาพสูงมาก"
ฟีเลสวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสเมื่อได้เห็นผู้ที่เก่งกาจคิดสร้างเวทนิรมิตเช่นนี้ออกมาได้
"พอจะหาทางเข้าไปโดยไม่ทำให้ 'ราชา' คนนั้นรับรู้ได้ไหม" คาซึมิถามขึ้น
ผ้าพันคอสีเขียวอ่อนในยามราตรีดูมีสีเขียวแก่ๆพิเคราะห์อยู่พักใหญ่
คาโนะยืนนิ่งหน้าทางเข้า ประตูโทริอิเบื้องหน้าดูไม่เหมือนจะมีเวทนิรมิตอะไรนั้นร่ายไว้อยู่เลย
แต่เขาไม่ทราบเลยว่าเวทนิรมิตนั้นอยู่เหนือความคิดอ่านของมนุษย์ธรรมดาอย่างเขา
ดังนั้นการใช้บรรทัดฐานแบบคนทั่วไปตัดสินว่า 'ไม่มีเวทนิรมิตอยูที่นี่'
จึงไม่มีทางทำได้
นอกจากนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งก็อยู่ตรงหน้าเขาอยู่แล้ว จะไปแย้งคงถูกสวนกลับแน่นอน
"แปลกนะคะ ฉันเองก็รู้สึกเหมือนมี 'อะไร' ห่ออยู่รอบศาลเจ้านี้อยู่
เหมือนรังไหมบางๆเลย" มานะมองเหม่อลอยไปไกลถึงไหนเด็กหนุ่มก็ไม่รู้
เขานึกว่าเธอเพ้ออีกแต่คาซึมิกลับมองแปลกใจ "นั่นคือพื้นฐานของเวทนิรมิต
การถักทอ 'พลังตัวตน'
ดูเหมือนว่าสายตาของเธอจะเฉียบคมไม่แพ้คนที่เล่าให้ฟังเลยนะคะ"
มานะยิ้มออกนอกหน้าเมื่อถูกชมแบบไม่รู้ตัว แต่ข้างๆเธอนั้น
คาโนะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีประโยชน์
เขาเตะก้อนหินแถวนั้นจนกระเด็นผ่านประตูโทริอิเข้าไป
ทันใดนั้นแสงสว่างวาบก็พุ่งออกมาจากช่องประตูนั้น แสงนั้นสว่างจนใครก็เปิดตาไม่ไหว
โยชิดะ คาซึมิยกแขนเสื้อปิดบังใบหน้า "เวทนิรมิต 'มิสท...!!!"
เธอถูกอุ้งมือตัวอะไรบางอย่างจับตัวพร้อมถูกดึงเข้าไปในประตู
คาโนะและมานะก็ถูกดึงเข้าไปเช่นเดียวกัน
แสงสว่างหายไป ประตูโทริอิกลับมาดูปกติอีกครั้งหนึ่ง
ทิ้งไว้เพียงกระเป๋าสะพายข้างของคาโนะตกอยู่
ร่างของสามคนหายไป ไม่ใช่ในศาลเจ้า ไม่ใช่ในโลกแห่งนี้...
"คาซึมิ!!" เสียงของ 'ราชา' ในผ้าพันคอเสียงเสียงเตือนสติ
หญิงสาวผมสีน้ำตาลพบตัวเองอยู่ท่ามกลาง 'ฟูเซ็ทสึ'
อาณาเขตหมอกแดงหม่นปิดกั้นรอบตัวเธอ
เธอมองรอบตัว ไม่พบเด็กสองคนนั่น "เกิดอะไรขึ้นน่ะ...เวทนิรมิตนี่เป็นเครื่องตรวจจับการบุกรุกอย่างนั้นเหรอ" เธอพึมพำขึ้น
ที่นี่เป็นภายในศาลเจ้าแต่ดูรกร้างเพราะกระแสแห่งเวลาได้ถูกตัดออกไป
มีเพียงผู้ที่รู้ถึงความผิกแปลกนี้เท่านั้นจึงจะขยับเคลื่อนไหวในสถานที่อย่างนี้ได้
นั่นคือ 'เฟลมเฮซ' 'โทโมการะ' และ 'มิสเทส' บางคน
โคอิสึกิ คาโนะและคานาเดระ มานะก็มี 'สมบัติ' พิเศษในตัว
มันอนุญาตให้พวกเขาก้าวก่ายกระแสในฟูเซ็ทสึได้
ผู้สร้างมันต้องประดิษฐ์คิดค้นมาอย่างดีทีเดียว
"ตอนนี้เราต้องค้นหาสองคนนั่นก่อน" หญิงสาวบอกน้ำเสียงร้อนรน "หาก 'โทโมการะ' พบพวกเขาก่อน..."
โทรศัพท์มือถือในมือกดหามานะ
"หยุดเดี๋ยวนี้"
เสียงเตือนแต่ดังสนั่นคล้ายคำรามดังมาจากเหนือหัวของพวกเขา คาซึมิดีดตัวจากพื้นที่ตรงนั้นเกลือกกลิ้งไปกับพื้นดินจนเนื้อตัวมอมแมม
แต่ก็คุ้มกับการไม่ถูกบดขยี้จากลูกไฟขนาดยักษ์ เพราะมันระเบิดพื้นดินตรงนั้นให้กระจุยเป็นหลุมบ่อน่ากลัว
"พลังอย่างนี้...ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมต้องร่ายเวทนิรมิตอย่างนี้ไว้คุ้มกาย"
'พายุหลากสี' ฟีเลสเอ่ยขึ้น "แต่แปลก
ที่คนสร้างเวทนิรมิตที่ประณีตเช่น