New Flamehaze ~Vers Libre~-Interlude

posted on 08 Apr 2008 21:38 by yuki-tuki
Interlude - Tears

เมืองมิซากิกำลังตกอยู่ใต้อาณาเขตของไอหมอกสีแดงหม่น
ดั่งชโลมด้วยโลหิตของชาวเมือง
อักขระที่ไม่เป็นที่รู้จักของชาติใดกำลังแล่นไปรอบเมืองด้วยความเร็วอันไม่น่าเชื่อ
ราวกับโลกนี้ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปแล้วโดยปริยาย แถบอักขระทอแสงสีฟ้าถักทอเป็นเส้นใยที่หนากว่าผ้าผืนใดๆที่เคยพบเห็นมา
ในไม่ช้า เมืองแห่งนี้คงตกอยู่ในเส้นใยของอักขระพิสดารเหล่านี้จนหมดสิ้น
ท่ามกลางแสงสีฟ้าที่ครอบคลุมทั้งเมืองนั้นมีลำแสงหนึ่งทะยานจากพื้นขึ้นสู่ท้องฟ้า
ลำแสงนั้นมีสีดอกบัวแดงช่างร้อนระอุและมีพลังแฝงมหาศาลยามสบมอง
แท้จริงนั่นคือลำพระเพลิงที่แผ่พุ่งออกมาจากปีกทั้งสองข้าง เจ้าของไม่ใช่สัตว์เช่นนก
แต่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ เด็กผู้หญิงร่างไม่สูงใหญ่ไปกว่าเด็กมัธยมต้นทั่วไป
สิ่งที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลคือเส้นผมทอสีแดงจัดและประกายของสะเก็ดเพลิง
คล้ายกับดาวหางไม่มีผิด
แผ่นหลังของเธออัดอั้นไปด้วยความรู้สึกกดดันและโกรธแค้น
สองความรู้สึกผสานกัน เร่งให้ปีกสีดอกบัวแดงแผ่ขยายใหญ่ขึ้นและโบกสะบัดดังสนั่น
เพียงครั้งเดียว เด็กสาวก็ทะยานขึ้นสู่ยอดของโดมด้วยความเร็วดุจกระสุนปืน
ในมือของเธอมีดาบขนาดใหญ่ยาวเกินตัว คมดาบสีเงินยาวเรียวแสดงถึงฝีมือของช่างที่ตีมันขึ้นมา
เมื่อผนวกกับเพลิงที่ทอเป็นเกลียวคลอรอบคมดาบแล้ว ยิ่งดูราวกับดาบแห่งเทพเจ้าเหลือเกิน
ดาบญี่ปุ่นเล่มยาวถูกเจ้านายเหวี่ยงไปด้านหลังเตรียมฟัน
ลำแสงสีฟ้าสุกสกาวพุ่งมาจากรอบทิศคล้ายต้องการขัดขวางการกระทำของเด็กสาว
ลำแสงนับร้อยโจมตีเข้าที่จุดๆเดียว นั่นคือเธอผู้มีผมสีแดงเพลิง
ดวงตาสีเพลิงกระตุก ปีกพระเพลิงคู่โบกเข้ามาปิดกั้นราวกับโล่
ตามมาด้วยการระเบิดที่ดังสนั่นสุดที่หูมนุษย์คนใดจะต้านทานได้อยู่
สะเก็ดเพลิงสีดอกบัวแดงกระจัดกระจายไปทั่ว ร่วงหล่นลงราวกับปีกที่ถูกเด็ดขน
ควันสีเทาหม่นแผ่ขยายออกทำไมไม่สามารถบอกสภาพของเด็กผู้หญิงที่อยู่ภายในได้แน่นอน
ไม่น่าจะมีใครที่ทนต่อการระเบิดราวกับถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่เช่นนี้ได้ แต่เด็กคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
เธอคืออดีตมนุษย์ที่ได้ทิ้งทุกอย่างไปเพื่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ เป็นภาชนะให้แก่สัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่จากต่างมิติ
ชื่อของพวกเธอคือ 'เฟลมเฮซ'
เด็กสาวยังปลอดภัยแม้จะถูกโจมตีด้วยลำแสงสีฟ้าเมื่อครู่ แต่ปีกที่งอกอยู่ที่หลังบัดนี้ฉีกขาดไร้ความสง่างามเหมือนเมื่อครู่
ร่างเธอร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ริมฝีปากถูกขบด้วยฟัน ความโกรธแผ่ซ่านออกมาราวกับรังสีร้อนของดวงอาทิตย์
(อย่ามาขวางนะ)
เธอรำพึงในจิตใจ แม้จะอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงแทบพยุงสติไว้ไม่อยู่ บางอย่างเตือนสติให้เธอไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้
เธอก็ร้องออกมาดังลั่นพร้อมกับพุ่งขึ้นไปด้วยปีกเพลิงใหม่ที่พุ่งออกจากแผ่นหลัง
สะเก็ดเพลิงทิ้งเป็นแนวยาวในขณะที่เธอพุ่งขึ้นสู่ยอดโดมอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เธอเตรียมใจจะหลบลำแสงสีฟ้าเมื่อครู่เต็มที่ แต่กลับไม่มีการโจมตีแบบนั้นมาอีกเลยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่เธอ
แต่ตอนนี้เธอต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ปีกโบกสะบัดเร่งความเร็วขึ้นอีก
ไม่ช้าก็จะถึงยอดของโดมนี่
อีกสิบเมตร...ห้าเมตร...สองเมตร...
(อ๊ะ...!!!)
เธอรู้สึกว่าบางอย่างทะลุออกมาจากร่างกายของเธอ ทั้งแข็งและเย็นเฉียบ
ดาบยักษ์ในมือร่วงหล่นจากมือที่กำไว้แน่นหนาเมื่อครู่ สติสัมปชัญญะที่ยังอยู่รางๆบังคับให้เธอก้มลงมองที่ท้องของตนเอง
(นี่มัน)
เป็นปลายของหอกเหล็กไหลที่ทะลวงร่วงของเธอ เลือดสีแดงไหลเจิมอาวุธนั้น
แม้จะสีแดงเหมือนกันแต่สีของเลือดเธอดูขุ่นและหม่นหมองกว่าเส้นผมสีเพลิงนั้นมาก
เลือดในกายไหลออกจากบาดแผลและปาก กระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากขยับพูดอะไรด้วยแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
"เท็น...ปะ..."
เสียงขาดหายไป เด็กสาวร่วงหล่นลงมา ปีกสีดอกบังแดงเผาตัวมันเองสลายหายไป ทิ้งเศษลอยตามลงมาและทยอยดับลงทีละอันๆ
ในวินาทีที่ทุกอย่างเหมือนจะสิ้นสุดลง อักขระสีฟ้าที่ทอจวนจะปิดผนึกได้หมดทั้งเมืองก็เริ่มสั่นไหว
เด็กสาวยิ้มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างจะหายไปในหลุ่มลึกสีดำมืดเบื้องล่าง
หลังจากนั้นทุกอย่างใต้โดมก็ถูกเพลิงปกคลุมจนหมดสิ้น
เพลิงนั้นมีสีสีดำทมิฬ หาใช่สีดอกบัวแดงไม่

บางอย่างกำเนิดขึ้น บางอย่างสูญสลายไป
บางอย่างก่อตัวขึ้น บางอย่างพังทลายไป
สุดท้ายทุกอย่างถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น
โดมที่กลายเป็นสีดำตามเพลิงในนั้นเริ่มขยายตัวออกทีละนิด
ราวกับห้วงหลุมดำที่จะกลืนโลกทั้งใบเข้าไป
ทว่า สักพักมันก็หดตัวและสลายลง
ส่วนเมืองมิซากินั่นเล่า กลับไร้ซึ่งความเสียหาย อย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน
แต่หากมองเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว ทุกสิ่งกลับเหมือนฝันร้ายขึ้นมาในบัดดล
ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ในเมือง
เด็กสาวผมสีเพลิงเมื่อครู่หายไปราวกับไม่มีตัวตน
เธอหายไปพร้อมกับเมืองที่เธอรักแห่งนี้...

นี่ ตัวฉันอีกคนหนึ่ง
ฟังให้ดี
ตัวฉันไม่ใช่ของของใคร
ตัวฉันไม่ใช่ภาชนะที่ว่างเปล่า
ตัวฉันไม่ใช่ตัวเธอ
นั่นไม่ใช่ตัวฉัน
ถ้าอย่างนั้น
งั้นตัวฉันเป็นของของใคร?
งั้นตัวฉันเป็นภาชนะที่บรรจุอะไร?
งั้นตัวฉันเป็นใคร?
แล้วตัวฉันที่ฉันค้นหาอยู่คืออะไร
ชื่อ? หรือ ตัวตน?
ไม่สำคัญว่าเธอจะบอกว่าฉันเป็นใคร
เพราะนั่นไม่ใช่ตัวฉันที่แท้จริง
เอาล่ะ ฉันจะออกไปค้นหามัน ไม่ก็สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวฉันเอง
ส่วนตัวเธอที่ยังอยู่กับที่ จงเป็นภาชนะที่ว่างเปล่าต่อไปเถิด
ใช่ ฉันรู้ดีว่าตัวเธอก็ไม่ต่างจากฉัน
เป็นภาชนะที่ว่างเปล่า คือร่างที่ไร้ความรู้สึกใด ไม่มีจิตวิญญาณ
ปราศจากคนต้องการ แต่ฉันไม่เหมือนเธอ
ฉันจะค้นหา ค้นหา ค้นหาต่อไปไม่หยุด
จนกว่าฉันจะพบ 'ตัวตนที่แท้จริง' ของฉัน...

"เธอจะทำอะไร หยุด...เดี๋ยวนี้นะ" เด็กสาวหอบระโหยโรยแรง มือที่กำคฑาสีทองไว้สั่นเทา
มือสัมผัสหน้าอกที่ร้อนรุ่มอย่างกับถูกเผาจากภายใน บางอย่างผิดปกติ
มันไม่น่าจะเป็นไปได้
"ฉัน...ไม่ใช่ของของเธอ" เด็กสาวขยับริมฝีปากพูด แต่ตัวเองกลับตกใจกับสิ่งที่เปล่งออกมา "ฉัน..."
เธอกรีดร้องออกมาผิดกับอุปนิสัยเงียบเย็นชา ดวงตาเบิกกว้างมองเพลิงสีฟ้าสุกสว่างกำลังแผ่ออกจากร่างของตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้
ระหว่างนั้นเด็กสาวก็เงยหน้ามองไปท่ามกลางแถบวิถีนิรมิตที่กำลังจะปกคลุมรอบเมืองได้อย่างสมบูรณ์
มีลำแสงสีดอกบัวแดงกำลังพุ่งไปยังขอบของมัน เธอต้องหยุดยั้ง ไม่ว่ายังไงก็ตาม
"'แอสเทอร์' เอ๋ย" แสงสีฟ้าสุกสกาวปรากฏที่ปลายคฑาก่อนจะพุ่งออกไปราวกับห่ากระสุนสู่เป้าหมาย
ไม่ช้าก็ได้ยินเสียงดังสนั่น คงถูกเป้าหมายเต็มที่เพราะมีสะเก็ดสีเพลิงกำลังร่วงหล่นลงมา
เธอโล่งอกที่หยุดยั้งไว้ได้ทันเวลา กระนั้นก็รู้สึกได้ว่าลำแสงที่ออกไปน่าจะมีีจำนวนมากกว่านี้
เป็นเพราะความปั่นป่วนในร่างกายของเธอรึเปล่านะ
"ฉันไม่ใช่เธอ" เสียงคล้ายกับเสียงของเธอทุกประการดังขึ้น เด็กสาวหันกลับไปมองก็ไม่พบคนพูด
"เธอคือฉัน" เด็กสาวบอก เอามือข้างที่ว่างกดเพลิงสีฟ้าสุกสว่างซึ่งกำลังทะลักออกมากลับเข้าหาตนเอง
"ไม่ นี่ไม่ใช่ตัวฉัน" เสียงนั้นดังขึ้นอีก เด็กสาวพยายามจะกดมันเข้าไปอีกแต่คราวนี้กลับมีแรงต้านออกมา "เป็นไปไม่ได้..."
เพลิงสีฟ้าสุกสว่างนั้นเริ่มพุ่งออกมาอย่างหยุดยั้งไม่ได้ มันแยกออกมาก่อตัวเป็นร่างของเด็กสาวที่ใบหน้าเหมือนเธอทุกประการ
ทั้งหมวกใบใหญ่และผ้าคลุม ไม้คฑาเองก็เช่นกัน
แต่ทุกอย่างกลับมีสีเทาหม่น แม้แต่เพลิงที่รายล้อมอยู่ก็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กสาวผงะถอยหลังออกไปราวกับเห็นผีมาปรากฏตรงหน้า ขณะนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงใครอื่นดังลอยมา
"เฮกาเต้! ใช้พลังของเธอหยุดยัยเด็กเกษาเพลิงเนตรอัคคีนั่นเร็วเข้า!!" เป็นเสียงของชายแต่กลับแฝงไว้ซึ่งความผิดมนุษย์
ร่างของสัตว์พิสดารปรากฏเบื้องหน้าเด็กสาวที่ถูกเรียกว่า 'เฮกาเต้'
มันมีทั้งปีกของค้างคาว ใบหน้าของเสือโคร่งน่าเกรงขาม แขนของอสรพิษยักษ์และขาของเหยี่ยวเล็บแหลมคม
ปากหายใจคำรามออกมาเป็นเพลิงสีม่วงขมุกขมัวน่ากลัว ในมือมีหอกขนาดยักษ์พร้อมใช้การทุกเมื่อ
เมื่อมันลงจอดบนพื้นก็นิ่งค้างไปอีกคนหนึ่งเมื่อเห็นเด็กสาวสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่
แต่เฮกาเต้ดูจะช็อกจนขยับไม่ได้สักนิ้วเดียว ส่วนอีกฝ่ายกลับขยับได้ปกติและเดินเข้าไปหาเธอ
"ย...อย่าเข้ามานะ" เฮกาเต้พูดเสียงสั่น คฑาร่วงหล่นจากมือ อีกฝ่ายยังคงหน้าเรียบเฉยสะท้อนตัวเธอเองยามปกติ
สัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่ 'เฮกาเต้อีกคนหนึ่ง' แต่ก็ถูกลำแสงสีฟ้าขุ่นมัวมากยิงเข้าใส่อย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
มันลอยกระเด็นตกลงไปจากสถานที่ที่พวกเขายืนอยู่ เพลิงสีม่วงขมุกขมัวดูคล้ายกับโลหิตจากบาดแผลไม่มีผิด
"ชูโดนาย!?" เฮกาเต้ตกใจ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นห่วงอสูรตนนั้นหรือเพราะที่อีกร่างหนึ่งของตัวเองโจมตีพวกเดียวกันกันแน่
ส่วนผู้โจมตีกลับนิ่ง มองพฤติกรรมของ 'ตัวเอง' ก่อนจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน
บัดนี้เฮกาเต้ค้นพบแล้วว่าตัวเองเพิ่งสูญเสียอะไรบางอย่างไป
สิ่งที่เธอส่งออกไปค้นหามานานกว่าจะได้มาเป็นหนึ่งกับร่างกายของตัวเอง
เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในตัวของเธอ แต่แล้วเธอก็สูญเสียมันไป
"หยุดนะ อย่าไปนะ..." เธอร้องเหมือนกำลังขอร้องตัวเอง เด็กสาวอีกคนหนึ่งหยุดและลอยลงมาเหมือนจะกลับหาเธอ
แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
เธอสัมผัสแก้มของเฮกาเต้ ดวงตาจ้องสะท้อนภาพของเธอกลับเข้าหาตัวเอง
"เธอก็เหมือนฉัน เป็นภาชนะที่ว่างเปล่า" เฮกาเต้ผู้มีเพลิงสีฟ้าขุ่นมัวกล่าวเรียบเย็น
"ฉันไม่ใช่เธอ สิ่งที่เธอคิดว่าได้เติมเต็มของเธอนั้น จริงๆแล้วเป็นของของฉัน เธอไม่ได้มีอะไรเลยตั้งแต่แรก ตอนนี้ และตลอดไป"
มือที่ลูบแก้มของเธอช่างอบอุ่น แต่แก้มของเธอนั้นกลับเย็นเฉียบไร้ชีวิต
"ฉันต้องไปแล้ว" เธอกอดร่างของเฮกาเต้ไว้อย่างแนบแน่น เด็กสาวเพิ่งรู้ว่าความอบอุ่นเป็นเช่นไรครั้งแรก
"อย่า...อย่าทิ้งฉันไป" เด็กสาวผู้ครองเพลิงสีฟ้าสุกสกาวร้องเรียก
แม้จะเสียงสั่นเพียงใด แต่ผู้ที่หลั่งน้ำตาออกมากลับเป็นตัวเธออีกคน เพราะตัวเธอนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรแบบนั้น
เฮกาเต้มองตัวเองอีกคนที่มีบางสิ่งมากกว่าอย่างทุกข์ทรมาน ขณะที่ตัวเธออีกคนกำลังลอยสูงขึ้นไป
"!!!" อสูรนามชูโดนายที่ตกลงไปเมื่อครู่พุ่งขึ้นจากเบื้องล่าง ใบหน้าที่ฉีกขาดหายไปเห็นเป็นสีม่วงขมุกขมัวเริ่มผสานกลับเหมือนเดิม
มันพุ่งเข้าใส่เฮกาเต้ที่กำลังแยกไป หอกในมือง้างเตรียมโจมตีใส่เต็มที่
ทันใดนั้นมันก็สังเกตเห็นว่าเด็กผู้หญิงที่ถูก 'แอสเทอร์' ยิงไปเมื่อครู่ยังไม่หมดพิษสง มันต้องตัดสินใจอย่างลำบาก
แต่ด้วยคำสั่งจากนายเหนือหัว มันจึงต้องตัดใจจากเด็กสาวผู้มีใบหน้าเหมือนกับเฮกาเต้ที่มันหลงไหลไปยังเด็กจอมจุ้นจ้านที่ขัดขวางแผนการของพวกมันแทน
เฮกาเต้ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น มือทั้งสองข้างชูขึ้นราวกับเรียกหาเธออีกคนหนึ่ง
"ได้โปรด...อย่าจากฉันไป ไม่อย่างนั้นฉันก็จะ..."
"ใช่ กลับมาว่างเปล่าอีกครั้งหนึ่ง ลาก่อน 'บัลลังก์สูงสุด' เฮกาเต้ อดีตตัวตนของฉัน"
แล้วร่างของอดีตเฮกาเต้นั้นก็กลายเป็นเพลิงสีฟ้าขุ่นมัวและหายไปจากที่แห่งนั้น
เด็กสาวผู้โดดเดี่ยวและว่างเปล่าร้องออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไร
ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด


Interlude - Causes

เขาหลุดพ้นออกจากการไล่ล่ามาอย่างหวุดหวิด เรียกว่าโชคช่วยอย่างมโหฬารเลยก็ว่าได้
แต่หากกลับไปนึกถึงตอนนั้นแล้ว เขาทำในสิ่งที่น่าอดสู และสมควรแก่การถูกพรรคพวกเผ่าพันธุ์ตัวเองประณามตลอดกาล
ร่างกายที่เพิ่งหายหวาดกลัวเริ่มสงบลง แต่ภายใน จิตใจของเขาปั่นป่วน ยังคงคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแค่สองสามนาทีที่แล้วอย่างร้อนอกร้อนใจ
เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นพวกประเภทไม่เอาไหน หากเจอเรื่องที่รับมือไม่ไหวทีไร แทนที่จะประจันหน้าต่อสู้กับมัน เขากลับวิ่งหนีและทิ้งคนอื่นไว้เบื้องหลัง
ใช่ เขาทิ้ง 'หล่อน' ไป โดยไม่มีสักเสี้ยววินาทีที่จะหันกลับไปมอง
เขาปล่อยให้เธอต่อสู้กับ 'พวกมัน'
ทั้งที่เธอเองก็ไม่ได้ถนัดในเรื่องพรรค์นั้นเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่เธอจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้ก็ได้และปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับ 'พวกมัน' ตัวต่อตัว
แต่เธอกลับไม่คิดเห็นแก่ตัวเช่นนั้น และยังออกรับแทนเขา ทั้งที่เขาน่าจะเป็นคนยืนอยู่ตรงนั้นแท้ๆ
เขามันขี้ขลาด เขามันเลวที่สุด
แม้ในโลกนี้ 'พวกเขา' จะถูกมองว่าเป็น 'ผู้ร้าย' อยู่แล้ว เขาตระหนักในใจแล้วว่าตัวเองเลวเสียยิ่งกว่าทุกคนเสียอีก
เขาทิ้งให้เธอต่อสู้กับ 'พวกมัน'
มาถึงป่านนี้แล้ว เขาจะทำอะไรได้ ถ้ากลับไป...ลำพังพวกเขาแค่สองคนจะทำอะไรได้
ไม่ได้การ
เขาไม่น่าคิดอยู่ครึ่งๆกลางๆแบบนี้ หากจะหนีก็สมควรจะหนีออกไปให้ไกลที่สุดทันที
แต่เท้าของเขากลับไปทำตามที่สั่ง มันเพียงอยู่กับที่และชี้ไปทางที่เขาเพิ่งจากมาซึ่งบัดนี้มีสัญญาณของการต่อสู้ดังขึ้นมาแล้ว
หากกลับไปตอนนี้ สิ่งที่หล่อนอุตส่าห์เสียสละก็จะสูญเปล่า เพราะพวกเขาจะถูกฆ่าพร้อมๆกัน
หากหนีไปตอนนี้ สิ่งที่เขาทำก็จะเป็นเหมือนตราบาปภายในใจตลอดไป แม้จะปิดปากไม่เล่าให้ใครฟังก็ตาม
เขาทรุดลงนั่ง ร่างกายห่อเหี่ยวและหมดสิ้นแรง
เขาน่าทำอะไรดีตอนนี้?
เขาควรทำอะไรตอนนี้?
เขาต้องทำอะไรตอนนี้?
คำตอบไม่ปรากฏออกมาจากภายใน เขารู้สึกหมดสิ้นซึ่งจุดหมาย
หากถูกฆ่าพร้อมกับเธออาจจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งก็ได้...
หากเขาหนีไปและหาความสุขใหม่ อาจจะดีกว่าก็ได้...
"ถ้าหนีไปซะก็จบเรื่อง" เขาพูดกับตัวเอง พร้อมๆกันนั้นก็มีเสียงดังสนั่นจากเบื้องหลัง ที่ที่เขาหลบหนีมา
เศษซากของที่แห่งนั้นลอยข้ามหัวเขาไปและชนกับรอบข้างราวกับกระสุนอุกกาบาต
เป็นภาพที่น่าสยดสยองสำหรับคนทั่วไป แต่จิตใจเขาไม่หวั่นไหวกับของพรรค์นี้
แต่จะเป็นกับเส้นทางที่เขาจะเลือกต่อไปนี้มากกว่า
"ใช่ ถ้าหนีไปซะ..."
"ไม่ได้นะ"
เขาลืมตาที่ไม่รู้ว่าปิดลงตั้งแต่เมื่อไหร่ขึ้นมา แสงบางอย่างลอดเข้าสู่ช่องระหว่างเปลือกตาทั้งสองจนรู้สึกระคายเคือง
เสียงดังสนั่นข้างหลังยังไม่หยุดกู่ร้อง เศษซากก็ยังคงตกลงมาไม่หยุดหย่อน
ทั้งที่ทุกอย่างกำลังหมุนแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนเวลาได้ชะงักลงไป
เมื่อเขาพบกับผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
คนที่เขาเคยได้ยินแต่ข่าวลือมาหลายครั้งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
สตรีผู้เดินทางไปยังทุกหนแห่งในโลก เพื่อค้นหา 'เหตุและผลของการมีตัวตนอยู่ของตนเอง'
"ถ้าทิ้งเพื่อนพ้องไว้ข้างหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกนะ"
ร่างนั้นโปร่งแสงจนนึกว่าจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ
เสียงของเธอช่างอ่อนโยนและนุ่มนวลยิ่งกว่าเสื้อผ้าไหมที่เขาสวมใส่ แอบแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว
และความมั่นคงดุจหินที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำไหลเชี่ยวที่ไม่ถูกพัดพาไป เสียงโลหะกระทบกันมาจากบางอย่างที่เธอถืออยู่
เขาได้รับพลังบางอย่างจากการมองเพียงอย่างเดียว
เมื่อลุกขึ้นยืนได้ ร่างนั้นก็ยื่นมือมาหาเขา นิ้วเรียวบางนั้นไหวราวกับชักชวนให้เขาเข้าไปหา มือของเขาเลื่อนไปหาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ในพริบตา พวกเขาก็มาปรากฏตัวที่แห่งหนึ่ง
ซึ่งเสียงดังสนั่นลั่นนั้นถือกำเนิดขึ้น
หญิงสาวที่เขาทิ้งไปกำลังนอนอยู่ท่ามกลางความเสียหายยับเยินของสิ่งโดยรอบ
ผมที่ยาวสลวยของเธอกางแผ่อยู่บนเศษซาก ความแวววาวที่เขามักเห็นทุกคนยาวอยู่ใกล้ๆตอนนี้เป็นเพียงเส้นผมแห้งสีทึมทะมึน
ริมฝีปากที่เป็นสิ่งน่าดึงดูดที่สุดของเธอนั้นเผยอออก สิ่งที่เรียกว่าชีวิตกำลังไหลออกมาทีละนิดๆ ดั่งภาชนะที่แตก
เขาทนมองภาพนั้นไปนานกว่านี้ไม่ได้
เขาอยากจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ 'พวกมัน' ยืนอยู่เหนือร่างเธอและเตรียมจะจบทุกสิ่งทุกอย่างลง
"...จะไปช่วยหรือเปล่าคะ"
สตรีผู้นำพาเขามาเอ่ยถามด้วยเสียงที่หมองหม่นลง
"...คำตอบก็ชัดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"
เขาเค้นเสียงออกมาจากลำคอแล้ววิ่งเข้าไปหา 'พวกมัน' โดยลบสิ่งที่เขาเคยคิดเมื่อตอนแรกไปจนหมดสิ้น
เขาอ่อนแอเหรอ...ถูกต้อง เขาขี้ขลาดเหรอ...ถูกต้อง
แต่เขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะช่วยหล่อนหลุดลอยไปแน่นอน...

หลายชั่วโมงก่อนหน้านั้น เขายังใช้ชีวิตสมกับเป็น 'เพลย์บอยเจ้าสำราญ' เช่นเคย ในย่านหนึ่งของเมืองซึ่งไม่เคยหลับไหล
เขานั่งลงในบาร์เหล้าแห่งหนึ่งที่มีผู้หญิงสวยรายล้อมอยู่ที่เคาเตอร์ รอให้เขาเลือกใครมาเป็นเพื่อนสักคน
เครื่องดื่มถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว และเป้าหมายก็ถูกเล็งไว้แล้ว
เขาตัดสินใจจะเลือกผู้หญิงที่จะเดินเข้ามาในร้านเป็นคนต่อไป
(เอาล่ะ คนถัดไปจะต้องเป็นของเราคืนนี้!)
เขายิ้มขณะรินเหล้าชั้นดีลงแก้วแล้วถือรอบนตักแกว่งเบาๆ แสงขมุกขมัวสลับแสงจ้าของร้านทำให้บรรยากาศคล้ายโลกจินตนาการ
แก้วเหล้าหยุดสั่นลงเมื่อเสียงกระดิ่งเริ่มลั่นเสียง และประตูก็เปิดออกมาอย่างช้าๆราวกับภาพสโลว์โมชั่น...
ยิ้มที่เตรียมไว้ให้กับคนที่เข้ามากลับกลายเป็นใบหน้าเหยเกและบิดเบี้ยวอย่างไม่พอใจทันที
ไม่ใช้เพราะคนที่เข้ามาเป็นผู้ชายหรือพวกลักเพศ แต่...
"อา! เจอตัวแล้ว!!"
เธอร้อง
"แหงะ!? มะ มะ มิสึจิ!?"
เขาเองก็ร้องเช่นกัน
แต่ความหมายนั้นห่างกันคนละโยชน์ทีเดียว
...
"แล้ว...ทำไมถึงมาหาฉันล่ะ ไหนวันก่อนบอกวันนี้ทำงานข้ามกะไม่ใช่เหรอไง?"
เขาเกาศีรษะ มือถือกระป๋องเบียร์ที่ได้มาจากตู้หน้าบาร์เมื่อครู่ ตอนนี้ดื่มไปได้ราวครึ่งหนึ่งแล้ว
พวกเขายืนอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งในเมือง ห่างจากที่ตรงนั้นไปไม่กี่ช่วงถนน
แสงจันทร์ยามเที่ยงคืนดูน่าพิศมัยยิ่งนัก แต่ชายหญิงที่สะพานไม่ได้มีอารณ์ทำนองนั้นเลยแม้แต่น้อย
คนที่มาหาเขาเป็นผู้หญิงวัยทำงาน อายุอานามประมาณยี่สิบกลางๆ ไว้ผมยาวสลวยและเป็นประกายยาวต้องแสง
รูปร่างสัดส่วนทั้งหมดของเธอมักถูกซ่อนไว้ด้วยชุดเครื่องแบบสำนักงานที่ปกปิดทรวดทรงไว้อย่างชะงัด
และเธอก็ไม่ได้ออกอาการไม่พอใจอะไร อาจจะโล่งอกเสียอีก(ดูเหมือนบริษัทของเธอจะมีนโยบายไม่ให้พวกหุ่นนางแบบ 'แจ้งเกิด' กับผู้จัดการ)
แต่วันนี้เธอไม่ได้สวมเสื้อสูททำงานด้านนอก มีเพียงเสื้อกั๊กกรมท่าและเชิ้ตสีครีมประดับด้วยเนคไทเท่านั้น
แน่ล่ะ เธอสวมกระโปรงด้วย เป็นกระโปรงทรงคอด ปิดถึงเหนือเข่าพอดี
"ก็ใช่อยู่หรอก แต่ฉันเพิ่งได้ยินข่าวล่ามาแรงอันหนึ่ง อาจจะทำให้เราต้อง 'เปลี่ยน' ทุกอย่างที่ได้วางแผนไว้อีกก็ได้"
คำพูดแปลกประหลาดของเธอฟังดูไร้สาระ แต่นั่นไม่ใช่กับเขาซึ่งเข้าใจในทันที
"แล้วใครล่ะเป็นคนมาบอกเรื่องนี้น่ะ" เขาถามขณะเหวี่ยงกระป๋องลอยไปลงถังขยะอย่างนุ่มนวล
หญิงสาวเอนเอาสะโพกพิงรั้วกั้นคนเดินของสะพาน ผมไหวไปมาครู่หนึ่ง หลังจากเหลือบมองไปมาราวกับค้นหาคนดักฟังอยู่พักหนึ่งเธอก็เริ่มขยับปาก
'คุณมุระมุระ'
เขาได้ยินอย่างนั้น แต่ปากของเธอกลับแสดงเสียงออกมาอีกแบบหนึ่งซึ่งนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการจะพูดจริงๆ
"งั้นเหรอ เฮ่อ...ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่อยู่ในเมืองก็ต้องวุ่นเลยน่ะสิ"
"ก็คงอย่างนั้น นี่ หวังว่านายคงจะไม่อาลัยอาวรณ์ที่นี่หรอกใช่ไหม ที่เคยบอกว่าเป็น 'สวรรค์บนดินชัดๆเลย!' น่ะ"
เธอต้องการกัดเขาด้วยคำพูดเสียดแทง
เขาผุดยิ้มก่อนจะเลื่อนมือไป ผ่านแพเส้นผมที่นุ่มสลวย ไปสัมผัสด้านหลังของหูแล้วนวดคลึงเบาๆ
"อึ้ก...ทะ ทำอะไรของนาย!?"
"ชอบไม่ใช่เหรอ" เขาถาม หญิงสาวสัมผัสมือของเขาก่อนจะเลื่อนตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเขา
"อย่าทำให้นึกถึงอดีตงี่เง่านั่นเลยได้ไหม...คนบ้า"
เขาลูบศีรษะเธอเบาๆซึ่งคล้ายคนกับสัตว์เลี้ยงมากกว่าหากมองในสายตาคนอื่น
หลังจากนั้นพวกเขาก็เตรียมแยกย้ายกัน 'เตรียมตัวออกจาก' เมืองแห่งนี้
ที่เขาไม่ปฏิเสธเรื่องความอาวรณ์ในที่แห่งนี้คงเป็นสื่อบอกได้อย่างดีว่าเขานั้นเริ่มชอบเมืองนี้ขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
ทั้งที่พวกเขาเอาแต่สร้างปัญหาให้เมืองนี้แท้ๆ...
หญิงสาวหันกลับมาอำลาก่อนจะเดินไปฟากหนึ่งของเมือง ส่วนเขาก็บอกให้เธอโทรศัพท์มาหาบ้าง แต่ก็ได้รับคำตอบออกมาเพียง
"จะบ้าเหรอไง ชักทำตัวเหมือนมนุษย์เข้าไปทุกทีแล้วนะ 'ภูติฟุ่มเฟือย' วีโร"

สำหรับเขา 'ภูติฟุ่มเฟือย' วีโร ผู้หาความสุขกับการกลืนกินมนุษย์อย่างมีรสนิยม
เขาเป็น 'โทโมการะแห่งพิภพแดง' ที่เลียนอากัปกิริยามนุษย์มากที่สุดตนหนึ่ง
โดยมักจะใช้รูปลักษณ์ที่ดึงดูดของตนในการชักนำมนุษย์เพศหญิงมาเป็นเหยื่อ ใช้วาจาโลมเลียและลิ้มรสพลังตัวตนที่หลั่งไหลออกจากร่างของเธอ
ในมุมมองของเพื่อนพ้องบางคน เขาเป็นเหมือนบุคคลน่ารังเกียจ ต่างตีตัวออกห่างและทำเป็นไม่รู้จักเขา
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข กลืนกินอย่างพอเหมาะพอประมาณ และหาความสนุกสนานให้กับตัวเองเท่านั้น
แต่โลกนี้ไม่ได้สร้างมาให้เขาสบายแต่ฝ่ายเดียว
เพราะมี 'เฟลมเฮซ(เงาไหวแห่งเปลวเพลิง)' มนุษย์ผู้ใฝ่หาการแก้แค้นโดยทิ้งตัวตนของตัวเองเพื่อรับเอา 'ราชาแห่งพิภพแดง' ผู้แข็งแกร่งเข้ามา
'พวกมัน' ออกไล่ล่า สังหารพวกของเขาอย่างไม่ลดละ ได้สมญาว่าเป็น 'เครื่องมือล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน' ของเหล่า 'ราชา'
เขาไม่เคยปะทะกับ 'พวกมัน' แต่รู้ถึงกิตติศัพท์ของความอำมหิตจากโทโมการะตนอื่นที่ผ่านเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่หลายๆตน
ยกตัวอย่างเช่น 'มหาศึก' เมื่อหลายร้อยปีก่อน หรือ สงครามทำลาย 'เรโวลูซิออง(กองพันปฏิวัติ)' เมื่อต้นศตวรรษ
'พวกมัน'...เฟลมเฮซทำลายเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขาไปมากมาย(แม้เขาจะยอมรับว่าไม่เคยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นักก็ตาม)
หากเขาพบเข้าด้วยตัวเองบ้างจะเป็นยังไง...เขาเคยคิดเช่นนี้
"อย่างแรก คงจะหนีก่อนล่ะมั้ง..." เขาเคยพูดอย่างนี้กับ 'โอษฐ์สุขเกษม' มิสึจิ เพื่อนโทโมการะที่เขาเคย 'คบหา' กันพักหนึ่ง
เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการหนีเป็นเรื่องผิด
เพราะพวกเขาไม่ใช่ 'ราชา' ที่สามารถต่อกรกับพวกนั้นได้(ทั้งที่ 'ราชา' บางตนก็เพลี่ยงพล้ำด้วยเหมือนกัน)
แต่หญิงสาวไม่ค่อยแสดงอารมณ์พอใจนักที่เขาพูดต่อว่าจะหนีแบบไม่สนใจใครหน้าไหนเลย ครั้งนั้นเธอเอาแต่บ่นอุบอิบและหลับไหลไปในอ้อมกอดของเขา
สำหรับเขาที่ใช้ชีวิตในการหลอกลวงมนุษย์เพื่อกลืนกิน มิสึจิดูเหมือนจะเป็นคน(โทโมการะ)เดียวที่เขาเอาใจใส่จริงๆ

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น...
"ทั้งที่น่าจะเป็นอย่างนั้นแท้ๆ!!!" เขาร้องขณะวิ่งเข้าใส่ 'พวกมัน' ที่ยืนอย่างองอาจเหนือร่างของเธอ
ศัตรูเพียงขยับตัวถอยหลังออกไปแล้วยิงกระสุนเพลิงออกมาจำนวนมาก เขาเองก็ยิงกระสุนเพลิงออกรับด้วยเช่นกัน
แต่พลังของเขาเทียบกันแล้ว เพลิงสองลูกของเขาจึงจะต้านหนึ่งลูกของเฟลมเฮซผู้นี้ได้ นั่นทำให้เขาไม่สามารถป้องปัดได้หมด
(บ้าจริง...)
เขานึกด่าทอตัวเอง
(แต่ก็ดีแล้วล่ะ)
เขาได้ตัดสินใจแล้ว ที่จะไม่หนีอีกต่อไป
กระสุนเพลิงของเขาทำลายกระสุนของฝ่ายตรงข้ามได้หมด แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะล่าถอย 'พวกมัน' เรียงร้อยเวทนิรมิตบางอย่างขึ้น
ลูกกระสุนเพลิงขนาดใหญ่พอที่จะทำลายที่ทีพวกเขาทั้งหมดอยู่ได้ในพริบตา
เขาช้อนร่างของเธอขึ้นแล้วบินขึ้นไปในท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุด แต่ไม่ทันการเสียแล้ว
กระสุนเพลิงลูกนั้นพุ่งตามขึ้นมาด้วยความเร็วมากกว่าเขา จนระยะห่างเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ
"จะจบแค่นี้เหรอ..." เขากอดมิสึจิเอาไว้ในอ้อมแขน หันหลังให้กับกระสุนเพลิงเตรียมรับแรงกระแทก หากพลังของเขาสามารถต้านทานจนกว่ามันจะหมดฤทธิ์ได้ก็ดีสิ
อย่างน้อยต่อให้ร่างของเขาสลายไป เธอคงจะรอดไปได้
ระยะห่างเหลืออีกประมาณยี่สิบเมตร...
เป็นครั้งแรกที่เขาคิดแบบนี้ หลังจากทำตัวสำมะเลเทเมาไร้สาระไปวันๆ
ระยะห่างเหลืออีกประมาณสิบเมตร...
เขาคิดว่าตัวเองยิ่งทำตัวเหมือนมนุษย์เข้าไปทุกที
ระยะห่างเหลืออีกประมาณห้าเมตร...
"...ทำตัวงี่เง่าจริงๆเลยนะ..." เธอกระซิบเบาๆพร้อมกับยิ้มให้ "...ดีใจนะที่นายกลับมาน่ะ"
"อืม ขอโทษนะ..." หลังลูบหัวเธอเบาๆเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็หลับตาลงเตรียมรับความตายที่กำลังจะมา
ระยะห่างเหลือศูนย์ เปลวเพลิงโอบล้อมร่างของพวกเขา
...
แสงสว่างวาบพร้อมกับที่ร่างของวีโรและมิสึจิหล่นลงสู่เบื้องล่าง พวกเขายันตัวขึ้นมองกันและกันอย่างประหลาดใจ
กระสุนเพลิงที่ยิ่งใหญ่เมื่อครู่ได้แตกสลายกลายเป็นสะเก็ดเล็กๆน้อยๆมากมาย
เหนือซากสะเก็ดเพลิงขึ้นไปนั้นมีแสงๆหนึ่งที่เขาจำได้แม่นยำ
สตรีผู้นั้นลอยอยู่บนท้องฟ้าราวกับเทพธิดาผู้บริสุทธิ์ ในมือมีสิ่งที่เป็นไม้เท้าโลหะ ตรงหัวเป็นเส้นดัดรูปสามเหลี่ยมและมีชิ้นสามเหลี่ยมแบบเดียวกันร้อยอยู่
เสียงของมันยามกระทบกันคล้ายกับเสียงของแก้วที่หลอมมาอย่างประณีตและบริสุทธิ์ที่สุด
พวกเขายืนมองเธอด้วยความตะลึงงัน
"นี่...วีโร 'เด็กผู้หญิง' คนนั้นคือ..."
ใช่ เขารู้ว่าเธอจะบอกอะไรต่อไป แต่ทำไมไม่รู้ เขารู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับเธอคนนี้
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไร เฟลมเฮซที่อยู่ข้างล่างก็ร้องออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวและพุ่งเข้าไปหา ในมือมีเปลวไฟห่อหุ้มเตรียมจะเข้าปะทะกับเทพธิดาบนฟ้านั้น
เกิดระเบิดต่อเนื่องหลายครั้งจนเขาและมิสึจิปลิวไปในอากาศ เขารับเธอไว้ในอ้อมแขนและดึงเธอหลบจากความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้น
"ปล่อยฉันก่อนสิ! ทำไมล่ะ ก็องค์กรที่หล่อนอยู่น่ะล่มสลายไปพร้อมกับเหตุการณ์นั้นแล้วไม่ใช่เหรอไง!" มิสึจิร้องออกมาระหว่างพยายามขัดแรงรัดของเขา
เขาไม่ตอบอะไร เพียงแต่กอดเธอเอาไว้แบบนั้นต่อไป มิสึจิหยุดต่อต้านและเงยหน้ามองท้องฟ้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟสองสี
ในที่สุดการต่อสู้ก็จบลง
ลำแสงจำนวนหนึ่งโจมตีเข้าใส่ 'พวกมัน'
แล้วชีวิตของ 'เครื่องมือทำลายล้าง' ก็ดับสูญไป...
เปลวเพลิงของ 'ราชา' ที่ทำพันธะสัญญาด้วยแตกสลายเป็นสะเก็ดก่อนจะหายไป
พวกเขาปลอดภัยแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้
สตรีผู้ได้รับชัยชนะลอยลงมายืนที่กลางซากปรักหักพัง เธอมองดูท้องฟ้าที่บัดนี้เริ่มส่องสว่างสดใสอีกครั้ง
ใบหน้ายามต้องแสงจันทร์ดูราวกับตุ๊กตาที่เยือกเย็นไร้ความรู้สึก
เขาเดินออกมาหาเธอและกล่าวขอบคุณจากใจจริง แต่เธอเพียงมองเขาด้วยแววตาโดดเดี่ยวก่อนจะยิ้ม
เท่าที่เขาเคยได้ยินมา เธอน่าจะเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกและเยือกเย็นที่สุดในเหล่าโทโมการะไม่ใช่เหรอ
"ยินดีด้วยนะที่ปกป้องสิ่งสำคัญเอาไว้ได้น่ะ" เธอพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน จนเขาถึงกับลุ่มหลงไปครู่หนึ่ง
จนกระทั่งมิสึจิเข้ามายืนขนาบและเหยียบเท้าของเขาจนร้องออกมา เธอทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะหันมาสบตากับเทพธิดาผู้มาช่วยเหลือ
"ขอบคุณนะที่มาช่วยพวกเรา แต่หลังจากนี้คงจะมีเฟลมเฮซมาที่นี่อีกมาก
พวกเราคงจะอยู่ที่นี่นานๆไม่ได้แล้ว ขอตัวก่อนนะคะ 'บัลลังก์สูงสุด' เฮกาเต้"
นั่นคือชื่อของเธอ
ทั้งที่น่าจะเป็นอย่างนั้น...
"ไม่ค่ะ" เธอพึมพำกับตัวเองมากกว่าพูดกับพวกเขา แต่ด้วยเสียงที่ดังพอสมควร
เขาและหญิงสาวเหลือบมองเธอ บัดนี้เธอดูหาได้มีความยิ่งใหญ่และน่าหวั่นเกรงสมกับ 'ราชาแห่งพิภพแดง' ไม่ เหมือนกับเด็กผู้หญิงธรรมดาๆมากกว่า
พวกเขารอฟังเธออย่างใจจดใจจ่อและสงสัย
ในที่สุดเทพธิดาก็เอ่ยขึ้น
"ฉันไม่ใช่ 'บัลลังก์สูงสุด' เฮกาเต้..."
คำพูดของเธอทำให้พวกเขาสั่นไหวราวกับถูกบางอย่างโจมตีเข้าเต็มแรงมากกว่าการต่อสู้เมื่อครู่เสียอีก
เด็กผู้หญิงสลายไม้เท้าในมือไป วินาทีที่เปลวเพลิงของเธอปรากฏโฉมขึ้น ทั้งวีโรและมิสึจิก็เข้าใจในทันทีว่าทำไม
เปลวเพลิงของเธอคนนี้ไม่ใช่สีฟ้าสุกสกาวอย่างที่เคยได้ยินมาจากโทโมการะหลายตน
แต่เป็นสีฟ้าขุ่นและหม่นหมองสุดจะพรรณา

~Yuki=Tuki~ View my profile